APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

หลงรักอ้อมกอดแห่งขุนเขา เที่ยวสุพรรณบุรี บ้านพุน้ำร้อน สัมผัสความงดงาม“ปางอุ๋งสุพรรณ”

…. “มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย เกิดด้วยกัน ตายด้วยกัน เลือดสุพรรณเอย” ในสมัยเด็กๆ เราคงเคยยินได้ยินบทเพลงเก่า ที่กล่าวถึงความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ของเมืองสุพรรณบุรี ทีนี้จ.สุพรรณบุรี ก็ยังมีคำขวัญว่า “เมืองขุนแผน แดนยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน และภาษาถิ่นชวนฟัง”  ว่ากันว่าจังหวัดนี้มีของดีอะไรมากมายเต็มไปหมด ทั้งยังมีความหลากหลาย แล้วก็มีอีกหลายมนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะที่ชุมชนท่องเที่ยว ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แข็งแรงแข็งขัน และพรั่งพร้อมไปด้วยมิตรภาพแด่นักท่องเที่ยว นับเป็นเสน่ห์เย้ายวนใจ ให้พวกเราหลงรักสุพรรณบุรี
        สุพรรณบุรีอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ดังนั้น การเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับก็จึงเป็นเรื่องที่แสนจะสะดวกสบาย จะมาเดินเที่ยวตลาดเก่าก็สนุกสนานเพลิดเพลินหัวใจ หรือจะมาทำบุญไหว้พระ ที่จังหวัดนี้ก็มีวัดอยู่อย่างมากมาย 
 
      ทุกๆ วันนี้สุพรรณมีคนมาท่องเที่ยว มาทำบุญไหว้พระอย่างไม่ขาดสาย แต่เราอยากให้การมาเที่ยวของพวกเขามีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ดังนั้น หลายๆ โครงการจึงผุดขึ้น เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านชาวชุมชน โดยเฉพาะโครงการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงมีเป้าหมายให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ให้ทุกๆ ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาสร้างความเข้มแข็ง สร้างเสน่ห์จากการท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ ผู้คนจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินที่อื่น ถ้ามองที่ผลประโยชน์โดยตรง นั่นก็คือรายได้จากการขายสินค้า แต่ผลประโยชน์ทางอ้อมที่มาคู่กัน คือ “จะเกิดความรัก ความสามัคคี และมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตน ทั้งยังสร้างจิตสำนึกในการรักและหวงแหนทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย”

 
          ในทริปนี้ เราขอพาท่านผู้อ่านมาเยี่ยมชมชุมชนพุน้ำร้อน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อันดับหนึ่งของ จ.สุพรรณบุรี เพราะว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ มีวัฒนธรรมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วก็ยังมีธรรมชาติที่แสนงดงาม
 (พระอาจารย์เสน่ห์ เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน)   

           “พระอาจารย์เสน่ห์” หรือพระครูวิสิฐสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน “พระของชาวบ้าน” หลวงพ่อเสน่ห์ ผู้เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของคนในชุมชนบ้านพุน้ำร้อน เล่าให้พวกเราฟังว่า “อาตมาได้พบเจอโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ทั้งที่นี่และหมู่บ้านใกล้เคียง จึงรวบรวมนำมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บางส่วน และอาศัยกรมศิลปากรที่สุพรรณบุรีเข้ามาศึกษาข้อมูล และช่วยเก็บข้อมูล โดยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชุมชนนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคหินกะเทาะ ยุคหินขัด ประมาณ 3,000-4,000 ปี เรียกว่ายุคของช่วงหินใหม่ แล้วก็เชื่อมต่อมายุคโลหะ ยุคหินสำริด และก็ยุคทวารวดีจวบจนมาถึงยุคอยุธยา” 
 

      “พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดพุน้ำร้อน” หลวงพ่อเสน่ห์เล่าว่า “ในพื้นที่ของพุน้ำร้อนและชุมชนใกล้เคียง เวลาทำไร่ไถนา ก็จะเจอข้าวของโบราณแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งคนที่เจอส่วนใหญ่ก็จะไม่เก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง แต่จะนำมาถวายให้หลวงพ่อ พอมีข้าวของเยอะขึ้น หลวงพ่อจึงนำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ เพื่อให้ความรู้กับทุกคน” คอคนรักของเก่าโบราณ ถ้าได้มาที่นี่ก็จะชมกันเพลินเลยทีเดียว

 

         คุณวันเพ็ญ กาฬภักดี หรือพี่เพ็ญ เจ้าบ้านใจดีน่ารักอีกหนึ่งคน ได้ตระเตรียมอาหารมื้อเที่ยงไว้ให้เรา ได้เล่าถึงเรื่องราวอาหารการกินพื้นบ้านของที่นี่ว่า “ดูผิวเผินแล้ว อาจจะคล้ายอาหารภาคกลางทั่วไป แต่แตกต่างในเรื่องวัตถุดิบ เน้นพืชผักในท้องถิ่น เมนูเด็ดคือ “แจ่วเอาะไก่บ้าน จิ้มกับผักหนาม”


        นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว พี่เพ็ญในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าบ้านพุน้ำร้อนก็ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าทอให้เราฟังอีกว่า “ผ้าทอของที่นี่จะเป็นผ้าซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ต่างจากตีนจกของอีสาน เป็นลายที่จดจำมาจากปู่ย่า ตายายมีหลายลาย แต่ที่ได้รางวัล คือ ลาย “แมงกะบี้” ลาย “ขอเกาะดอก” ราคาขายก็ตกผืนละ 3-4 หมื่นบาท แต่ละผืนใช้เวลาในการทอประมาณ 3-4 เดือน 
 

      ไฮไลท์เด็ดๆ ของสุพรรณบุรี  “อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง” หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ปางอุ๋งสุพรรณ” ซึ่งได้รับการดูแลจากชุมชน มีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล เพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีถนนลาดยาง เพราะเป็นความต้องการของชุมชน ที่ไม่อยากให้ความเจริญมาทำให้พื้นที่นั้นบอบช้ำและเสื่อมถอยเร็วเกินไป

            สำหรับนักท่องเที่ยว ช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะไปเที่ยวชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาวนะจ้ะ แต่ถ้าอยากชื่นชมวิถีชีวิต ก็มาได้ทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งน่าไปมากๆ เพราะเขามีผัก ผลไม้ พื้นบ้าน อาหารการกินอร่อยๆ จัดไว้ให้อย่างเต็มอัตราศึก ไม่ว่าจะเป็นขนมตาล ปลาส้ม ขนมบ้าบิ่น กระยาสารท ข้าวโพดต้ม ปลาทับทิม เรียกได้ว่ามีทั้งคาว ทั้งหวาน ครบจบกระบวนความ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านอยู่แล้ว
 

           การปรับให้ที่นี่กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีความเข้มแข็งนั้น จะช่วยดึงคนให้มาเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น เมื่อมีคนมาเที่ยวมากขึ้น ก็จะมีคนแวะซื้อของกินของใช้เป็นจำนวนมาก ยิ่งถ้าชุมชนมีความเข้มแข็งร่วมใจกัน ก็สร้างสรรค์กิจกรรมและสินค้าใหม่ได้อย่างมากมาย ซึ่งนั่นจะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งยังเน้นการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน 
 

      เมื่อมีกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้คนก็จะอยากมาเห็น อยากมาเที่ยวชม มาจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ ชาวบ้านก็จะสามารถเอาข้าวของมาขายได้ นักท่องเที่ยวก็สุขใจที่ได้ซื้อ ได้กินของอร่อย แม่ค้าก็ต่างสุขใจที่ได้ขาย ได้ลดแลกแจกแถม บางคนก็สุขใจที่ได้ทำ ทำขนม ทอดไก่ และบางคนก็ภูมิใจที่ได้โชว์ของดีชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นโชว์การถักแห โชว์การทำไม้กวาด การทอผ้าซิ่นงามๆ ที่นับวันจะหาชมได้ยากในปัจจุบัน รวมทั้งเรายังได้เห็นรอยยิ้มและความสุขกระจายไปทั่วทั้งชุมชนอีกด้วย 
 

       นอกเหนือไปจากความคึกคักมีชีวิตชีวาของตลาดชุมชนแล้ว อีกมุมหนึ่งก็แอบมีบรรยากาศสบายๆ ภายใต้ผืนนาเขียวขจี อันทำให้เกิดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เช่น การขี่จักรยานกินลมชมวิวในทุ่งนา การเดิน หรือวิ่งออกกำลังกาย เพื่อสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ที่หาได้ยากยิ่งในกรุงเทพฯ  
     

         ท้ายสุดนี้ผู้เขียนจึงอยากเชิญชวน บรรดาสายเที่ยวธรรมชาติทั้งหลาย มาเที่ยวชมและสัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ  ท่านสามารถเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้สะดวก หรือจะค้างคืนเพื่อรอชักภาพพระอาทิตย์ตกสวยๆ  หากมีโอกาสก็อย่าลืมมุ่งหน้าสู่ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน และ “อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง” หรือ “ปางอุ๋งสุพรรณ” รับรองเลยว่า คุณต้องหลงรักอ้อมกอดของธรรมชาติ ที่สุพรรณนี้ตลอดไป….

………………………………………………

เรื่อง/ภาพ : ปิโยรส อุทุมเทวา (บรรณาธิการ-บรรณาธิการภาพ)

ฝากข่าว : piyoros2514@gmail.com

โทร. 061-949-2508

Share this: