APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

        “เมือถึงเดือนเมษา หนุ่มบ้านนานอนฝัน .คอยคนรัก คอยคนรักจากกัน .สิ้นสงกรานต์ น้องก็พลันลืมพี่ .เธอทิ้งนาทิ้งไร่ จดหมายไม่มี .ใยน้องมาลืมพี่ ที่ทักทุ่งนา” แหม…สวัสดีครับ เพลงนี้เป็นบทเพลงลูกทุ่งของนักร้องระดับตำนาน “ครูเพลง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ชื่อเพลง “หนุ่มนารอนาง” นั่นเองล่ะจ้า พอเข้าเดือนเมษายนก็เป็นสัญญาณบ่งบอก ว่าพี่ไทยเราได้เข้าสู่หน้าร้อนแล้วนะจ้ะ ทว่าแต่ละคนก็มีวิธีดับร้อนคลายร้อนเป็นของตัวเองอย่างมากมาย เช่น การเล่นสงกรานต์ เที่ยวหนีร้อนไปในที่ต่างๆ หรือนอนเปิดแอร์อยู่กับบ้านก็ว่าได้ ทว่าในครั้งนี้ผู้เขียนขอแนะนำวิธีคลายแบบง่าย ในสไตล์แบบเบิร์ดๆ และยังคงความเป็นไทยอีกด้วย ทริปนี้ผู้เขียนขอชวนท่านมาชิม “ข้าวแช่ชาววัง” กันละครับ เมนูเก๋าๆ และโบราณ ที่มีอายุยืนยาวมากว่า 200 ปี ที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณคลายร้อน และเพิ่มความชื่นใจให้ร่างกายตลอดเดือนเมษายนกันเลยทีเดียว

         ก่อนที่เราจะได้ชิมและยลโฉมข้าวแช่นั้น เรามาเรียนรู้ประวัติของข้าวแช่กันก่อนนะจ้ะ เดิมทีนั้นข้าวแช่มีถิ่นกำเนิดมาจากชาวมอญ โดยข้าวแช่เป็นเมนูพื้นบ้านที่ชาวมอญนิยมนำมาทานเพื่อดับร้อน ภาษาท้องถิ่นจะเรียกว่า “เปิงด๊าดจ์” โดย เปิงแปลว่าข้าว ส่วน ด๊าดจ์แปลว่าน้ำ รวมกันมีความหมายว่า ข้าวน้ำ ซึ่งชาวมอญนิยมทำขึ้นเพื่อถวายแก่ถวยเทพในเทศกาลตรุษสงกรานต์นั่นเอง โดยจะทำขึ้นถวายพระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ นอกจากนี่ยังเชื่อว่าเป็นการเพิ่มสิริมงคลให้ตัวเองอีกด้วย

          ทั้งนี้ เนื่องจากชาวไทยและชาวมอญในสมัยโบราณ ก็มีการติดต่อและแลกเปลี่ยนวัฒธรรมกันมาอย่างยาวนาน จึงให้ข้าวแช่เริ่มแพร่กระจายเข้ามาสู่ประเทศไทย หลังจากนั้นจึงมีแม่หญิงชาวมอญ ได้มีโอกาสเข้ารับราชการฝ่ายในของเจ้าฟ้าเข้าแผ่นดิน จึงได้มีโอกาสถวายข้าวแช่สูตรชาววัง เมื่อเวลาล่วงเลยไปหลายๆปี ในยุคของในหลวงรัชการที่ 5 เมื่อหม่อมหลวง “เนื่อง นิลรัตน์” ผู้เคยทำงานอยู่ในห้องเครื่องต้นได้นำ ข้าวแช่ชาววัง ออกสู่ตลาด นั่นล่ะจึงทำให้ข้าวแช่ได้รับความนิยมมาจวบจนถึงปัจจุบัน

            ในครั้งนี้ผู้เขียน ได้เทียบเชิญจากโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ให้มาลิ้มลองในความอร่อย หอมสดชื่นของข้าวแช่ ซึ่งมีกรรมวิธีในการทำ ที่แสนรายละเอียด อาทิ ต้องอบเทียนข้าวให้หอมเป็นเวลายาวนาน ข้าวที่นำมาคัดสรรค์ทำข้าวแช่นั้น ต้องใช่ข้าวหอมมะลิ หุงให้สุกเป็นเม็ดสวยๆ ไม่แฉะ พร้อมเครื่องเคียงทานแกล้มอันมีความหลากหลายตามสูตรโบราณในสไตล์ชาววังไม่มีผิดเพี้ยน เรามาดูส่วนประกอบของข้าวแช่ชาววังกันนะจ้ะ

ส่วนประกอบข้าวแช่  และรายละเอียดเครื่องเคียง

  1. กะปิชุบไข่ทอดขึ้นชื่อว่าเป็นหัวใจของกับข้าวแช่ ประกอบไปด้วย กะปิ ปลาดุก หอมแดง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกแห้ง โดยนำกะปิไปย่างก่อนและนำมาบด จากนั้นผัดให้เข้ากัน ใช้เวลาผัดถึง 8 ชั่วโมง
  2. ปลาช่อนหวานแห้งผัด ทำจากปลาช่อนทอดกรอบ น้ำตาลปี๊บใส่งา
  3. หัวไชโป๊ผัดหวาน เกิดจากการเคียวหัวไชโป๊กับน้ำตาลให้เข้ากันจนกลมกล่อมน่ารับประทาน
  4. หัวไชโป๊ผัดไข่ รสเค็มกลมกล่อมช่วยตัดเลี่ยน
  5. หมูฝอย ชั้นดีสั่งตรงมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช รับรองความอร่อยจากต้นตำรับหมูฝอยและเนื้อฝอย
  6. เนื้อฝอย ชั้นดีสั่งตรงมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชจากแหล่งต้นตำหรับเช่นเดียวกัน
  7. หอมยัดไส้ปลาชุบแป้งทอด กรอบช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสของสำรับ
  8. พริกหยวกสอดไส้หมูกุ้ง ทำจากพริกหยวกนึ่ง ยัดไส้หมูและกุ้งสับปรุงรสอย่างพิถีพิถัน แล้วนำมาห่อด้วยไข่ฝอยเป็นรูปตาข่ายสวยงาม
  9. ไข่เค็ม นำไข่เค็มไชยา จากจังหวัดสุราษฎ์ธานี มาปั้นเป็นลูกเล็กๆ และนำมาชุบไข่ขาวทอด

            น้องๆ คนรุ่นใหม่ หรือบางคนที่ยังไม่รู้จักข้าวแช่ อาจจะไม่เข้าใจ ว่า “แล้วหนูจะทานยังไงค่ะลุง” อิอิ…ตามลุงมาดิหลาน เดี๋ยวลุงจะสอนการหม่ำข้าวแช่ให้อร่อยและสนุก ! อันดับแรก ควรเริ่มจากการรับประทานกับข้าวแช่ก่อน แล้วตามด้วยตักข้าว แล้วตามด้วยน้ำดอกไม้อีกสักครั้งหนึ่งเพื่อซึมซับกลิ่นหอม และรสชาติของข้าวแช่ชาววังได้อย่างพิถีพิถัน  และไม่ควรตักเครื่องเคียงมาใส่ในถ้วยข้าว เนื่องจากจะทำให้ความมันและความคาวจากเครื่องปรุงต่างๆ ปะปนลงไปในถ้วยทำให้น้ำดอกไม้มีกลิ่นคาวหรือไม่หอมอย่างที่ควรจะเป็น ไม่รวมเอาข้าวแช่และกับข้าวแช่ มารวมอยู่ช้อนเดียวกันเด็ดขาด ดังนั้นระหว่างการรับประทานข้าวแช่ของคนโบราณ น้ำข้าวแช่จะสะอาดต้องแต่เริ่มทานจนทานเสร็จ คนโบราณนิยมใช้ภาชนะใส่ข้าวแช่เป็นกระเบื้องเคลือบสีขาว เพื่อช่วยอำพรางคราบไขมันและความขุ่นมัวระหว่างรับประทานได้ดี 

เห็นไหมละจ้ะว่า ภูมิปัญญาของคนโบราณนั้น ไม่ธรรมดาเลย ลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการกิน ละเลิกอาหารจั้งฟู๊ดส์ทั้งหลาย ที่มีแต่รั้งจะเพิ่มน้ำหนัก ความอวบอ้วนเกินพิกัด มาลองรับประทาน “ข้าวแช่” ต้นตำรับชาววัง ที่นับวันจะหาทานได้ยาก “เมื่อได้เปิดฝาถ้วยข้าวแช่ ก่อนทาน เราจะได้กลิ่นอันหอมหวนเย้ายวนของความอร่อยจากข้าวหอมอบเทียนเม็ดเรียงสวย พร้อมน้ำสะอาดและน้ำแข็งก้อนขนาดพอดีคำ โรยด้วยดอกมะลิสวยไร้สารพิษ และกลีบกุหลาบสีแดงสด” ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการชิมข้าวแช่ได้เป็นอย่างดี 

มื้อนี้นอกจากจะได้สัมผัสกับอร่อยของข้าวแช่สูตรชาววังแล้ว ยังจะได้ความรู้ในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของข้าวแช่อีกด้วย ต้องขอขอบคุณโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บภาพสวยๆ และเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของข้าวแช่สูตรชาววังให้ผู้เขียนได้รับฟัง ขอบพระคุณครับ….

…………………………………………………………………………………………

ประวัติเชฟ บังอร มาลาเล็ก (หัวหน้าครัวไทย)

        เชฟบังอรทำงานเริ่มงานที่แรกที่โรงแรมเพลสซิเด้นท์ เป็นโรงแรมของคุณหญิง (คุณหญิงศศิมา ศรีวิกร) 5 ปี โดยทางโรงแรมมีการส่งหัวหน้าเข้าไปเรียนรู้การทำข้าวแช่ และอาหารไทยต่างๆในวังหม่อมหลวงบัว กิติยากร และนำมาสอนให้แก่เชฟคนอื่นๆในครัว ซึ่งเชฟบังอรได้เรียนรู้และจดจำขั้นตอนการทำอาหารแบบต้นตำหรับชาววังนี้มาอีกทั้งยังเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ทำอาหารไทยมามากมาย นอกจากนี้เชฟบังอรยังได้รับรางวัลชนะเลิศด้านอาหารไทยและการแกะสลักมาหลายรายการ 

รางวัลการประกวด

  • รางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันตำน้ำพริกลงเรือตำหรับชาววัง โดยได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
  • รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนีนาถ ในการประกวดแกะสลักผัก-ผลไม้ ผสานงานใบตองและดอกไม้สด ครั้งที่ 12 เพื่อ “เฉลิมพระเกียรติ 60 ปี ราชาภิเษก” ในหัวข้อ “ปรองดอง สันติภาพ และความสุข”
  • รางวัลรางวัลชนะเลิศ สาขาประเภทโรงแรมและบุคคลทั่วไป ในการประกวดแกะสลักผัก-ผลไม้ ผสานงานใบตองและดอกไม้สด ครั้งที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “โขนพระราชทาน ศิลปะไทยล้ำค่าทั่วจักรวาล” เพื่อเฉลิมฉลองพระชนม์พรรษา 82 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนีนาถ

……………………………………………………….

By : ปิโยรส อุทุมเทวา / บรรณาธิการ

 

 

 

Share this: