APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

ในขณะที่จีนทั่วประเทศร่วมใจและกำลังเพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเดินหายใจเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่อยู่อีกฝั่งของทะเลแปซิฟิค กลับใส่ร้ายความพยายามของประชาชนจีน ไวรัสเป็นศัตรูของมนุษย์ การรับมือป้องกันและควบคุมไวรัสสายพันธุ์ใหม่เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อมนุษย์ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั่วโลก แต่นักการเมืองอเมริกาบางคนกลับใช้แนวคิดสงครามเย็น โดยหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความเป็นมา การระบาด แผนการรักษา วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งการดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดของจีนซึ่งได้รับผลดี กลับใส่ร้ายป้ายสีสถานการณ์ระบาดของโรคติดต่อในประเทศจีน สหรัฐอเมริกาได้ทำหรือกล่าวสิ่งใดที่เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเดินหายใจเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน เราสามารถย้อนกลับไปดูคำกล่าวของนักการเมืองอเมริกาได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้โพสต์ข้อความชื่นชมความพยายามในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของประเทศจีน โดยได้กล่าวว่า “ประเทศจีนพยายามควบคุมไวรัสโคโรน่าอย่างสุดกำลังตลอดมา ทางฝ่ายสหรัฐอเมริการู้สึกชื่นชมความพยายามและความโปร่งใสของพวกเขา และคิดว่าปัญหาดังกล่าวนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างได้ผล” นอกจากนี้ ดอนัลด์ ทรัมป์ในนามของประชาชนสหรัฐฯ ยังขอบคุณท่านประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง แต่หลังจากที่ทรัมป์ได้ชื่นชมผลงานการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของท่านประธานาธิบดีสี จิ้น ผิงไม่นาน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ Larry Kudlow ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์กลับแสดงความคิดเห็นว่า รู้สึกว่าผิดหวังที่ประเทศจีนขาดความโปร่งใสในการรับมือวิกฤต COVID-19 ขณะเดียวกัน ดอนัลด์ ทรัมป์กลับคำพูดว่า ประเทศจีนกำลังปิดบังสถานการณ์โรคระบาด

นอกจากนี้ นักการเมืองบางคนของประเทศตะวันตกก็ใส่ร้ายประเทศจีนเหมือนกันในเมื่อจีนกำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของ COVID-19 Tom Cotton ส.ว. สหรัฐฯ ใส่ร้ายว่า ไวรัสเป็นแผนสงครามชีวเคมีของประเทศจีน ซึ่งไวรัสดังกล่าวมาจาก “ห้องปฏิบัติการ P4 อู่ฮั่น” เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นาย ชุย เทียน ไข่ เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ กล่าวโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว และชี้ว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเพียง “ข้อสันนิษฐาน” และ “ข่าวลือ” “นักวิทยาศาสตร์ของเรา นักวิทยาศาสตร์ของจีน นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ของประเทศอื่น ๆ กำลังพยายามทำความเข้าใจกับไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่นี้” แต่ Tom Cotton ก็ยืนหยัดว่า “อันนี้ไม่ใช่อุบาย และไม่ใช่ทฤษฎี ความจริงคือ ประเทศจีนโกหกว่าไวรัสมาจากตลาดซีฟู้ดหัวหนานในเมืองอู่ฮั่น” นักการเมืองสหรัฐฯ กลุ่มนี้ยึดมั่นการมองสถานการณ์ระบาด COVID-19 ของประเทศจีนในแนวคิดสงครามเย็น และปล่อยข่าวลือในโซเชียลออนไลน์ แทนที่จะร่วมมือช่วยกันป้องกันและควบคุมโรคระบาด กลับหลอกลวงและสร้างความวุ่นวายให้แก่ประชาชนสหรัฐฯ ตลอดจนประชาชนทั่วโลก เพื่อส่งเสริมข้อกล่าวหาของพวกเขาว่า ประเทศจีนเป็นภัยคุกคามต่อโลก

ในอีกมุมมองหนึ่ง การที่นักการเมืองสหรัฐฯ กลับคำพูดที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของจีน สร้างและปล่อยข่าวลือออกมา ตลอดจนกล่าวหาจีนปิดบังสถานการณ์โรคระบาดและความเป็นมาของไวรัสไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อม เพื่ออะไร? เพื่อร่วมกำลังใจของมนุษย์คนเราทุกคนเพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดหรือ? หาใช่ไม่ เมื่อได้อ่านคำกล่าวทั้งหมดข้างบน และไปอ่านคำกล่าวของนักการเมืองและวงการธุรกิจของสหรัฐฯ แล้ว ก็จะสามารถมองเห็นเจตนารมณ์ที่แฝงไว้อยู่หลังปัญหา 

หลังจากที่ทรัมป์ได้ชื่นชมความพยายามของจีนในการควบคุมโรคระบาดเมื่อวันที่ 24 มกราคม เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ Kudlow ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของไวต์เฮาส์ก็บอกล่วงหน้าว่า COVID-19 จะส่งผลให้ประเทศจีนเลื่อนการปฏิบัติแผนการจัดซื้อสินค้าสหรัฐฯ ใหญ่ตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ Kudlow ได้กล่าวว่า “เนื่องจากผลกระทบของไวรัสจีน ข้อตกลงทางการค้าฉบับนี้ การมาถึงของการเติบโตจากข้อตกลงทางการค้าช่วงแรก (ที่คาดหมาย) จะต้องการใช้เวลาที่นานกว่า อันนี้เป็นเรื่องจริง” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทรัมป์และ   Kudlow ได้ปล่อยข่าวลือว่า “จีนปิดบังสถานการณ์โรคระบาด” เพียงในเวลา 20 วันที่สั้นมาก การกลับคำพูดของนักการเมืองสหรัฐฯ ยิ่งกว่าวิวัฒนาการของไวรัส ระหว่างช่วงเวลานี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ บริษัทโบอิง ผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานของสหรัฐฯ ประกาศเตือนผลกระทบของสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และแสดงความเห็นว่า สถานการณ์ครั้งนี้จะทลายธุรกิจการบินตลอดจนธุรกิจอื่น ๆ “อย่างแน่นอน”

ถามจริง ทรัมป์และนักการเมืองสหรัฐฯ จะสนใจสถานการณ์โรคระบาดของประเทศจีนและกังวลโรคติตต่อนี้จะระบาดไปทั่วโลกจริงหรือ?

ภายใน 20 วัน การที่นักการเมืองสหรัฐฯ กลับคำพูดตนเอง ก็เพราะว่าทรัมป์กังวลว่า COVID-19 จะส่งผลกระทบต่อจีนปฏิบัติแผนการจัดซื้อสินค้าสหรัฐฯ ตามข้อตกลงทางการค้าจีน-สหรัฐฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งทรัมป์เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในปีนี้ ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยแรกที่นักการเมืองสหรัฐฯ คำนึงถึง เพื่อ “ซื้อประกัน” นักการเมืองมองข้ามความพยายามของประชาชนจีนทั่วประเทศในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด จากการชื่นชมการควบคุมโรคระบาดของจีน กลับกล่าวหาว่า “จีนปิดบังสถานการณ์โรคระบาด” ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นอุบายที่นักการเมืองใช้มาหลอกลวงประชาชน

ความจริงคือ ตลอดที่ผ่านมา จีนได้รับมือสถานการณ์ COVID-19 ที่อู่ฮั่นอย่างเปิดเผยและโปร่งใส นับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ที่เมืองอู่ฮั่นพบว่ามีโรคระบาดใหม่เกิดขึ้น นักวิจัยจีนก็ได้เริ่มพยายามค้นหาเหตุเกิดและความเป็นมาของไวรัส เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ฝ่ายการบริการด้านอนามัยของคณะกรรมการสุขภาพอนามัยประจำเมืองอู่ฮั่นได้ประกาศ “ประกาศฉุกเฉินเกี่ยวกับการดำเนินการรักษาโรคทางเดินหายใจที่ไม่รู้สาเหตุ”  และ “ประกาศฉุกเฉินเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์การรักษาโรคทางเดินหายใจที่ไม่รู้สาเหตุ” ซึ่งถือได้ว่า เป็นการเริ่มต้นที่รายงานสถานการณ์ให้สาธารณชนและชี้ให้เห็นว่ากำลังค้นหาว่าเป็นโรคทางเดินหายใจชนิดใด” เมื่อวันที่ 7 มกราคม ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ได้เสนอให้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดในการประชุมสมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมือง ในวันเดียวกัน เวลา 21.00 ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจพบว่าเป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ หลังจากนั้น ยังได้ส่งแผนที่ยีนให้องค์การอนามัยโลกเพื่อเป็นที่อ้างอิงของประเทศทั่วโลก และเพื่อให้แพทย์และนักวิจัยทั่วโลกร่วมมือช่วยกันสร้างเทคโนโลยีการตรวจแบบเร็วและผลิตวัคซีน

ขณะเดียวกัน ประเทศจีนได้อัปเดตตัวเลขสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทุกวัน และได้ดำเนินมาตรการการป้องกันและการควบคุมอย่างเข้มงวดที่สุดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท เมื่อเมืองอู่ฮั่นซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินที่สุดจนขาดแพทย์และพยาบาล จีนก็ร่วมกำลังทั่วประเทศไปช่วยเหลือ เมื่อขาดสถานที่รักษาโรคระบาด จีนก็พยายามสร้างอย่างด่วน แห่งหนึ่งไม่พอก็สร้างสองแห่ง จนสุดท้ายได้สร้างโรงพยาบาลใหม่สองแห่งในเวลาสั้นมาก ได้แก่ โรงพยาบาลหั่วเสินซาน และโรงพยาบาลเหลยเสินซาน และได้รับผู้ป่วยเข้าไปรักษาอย่างทางการเมื่อวันที่ 3 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นับจากการสั่งทำโครงการ จนถึงการคาดการใช้เวลาในการสร้าง เพียงแค่ 20 วัน เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์โรคระบาดที่มาอย่างกะทันหัน ถึงแม้ว่าจีนไม่มีกำลังคนเพียงพอ ไม่มีชุดตรวจวัดเพียงพอ ไม่มียาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพียงพอ แต่จีนก็ไม่เคยคิดจะปิดบังความลำบากเหล่านี้

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สามารถค้นหาข้อมูลได้ในอินเตอร์เน็ต  แต่นักการเมืองสหรัฐฯ ตั้งใจที่จะมองข้ามข้อมูลที่เปิดเผยเหล่านี้ กลับใส่ร้ายว่าประเทศจีนควบคุมโรคระบาดอย่างไม่เต็มกำลังและปิดบังสถานการณ์โรคระบาด แต่ถ้าจะกล่าวว่าการรับมือจัดการสถานการณ์โรคระบาดอย่างเชื่องช้า จะหาที่เปรียบกับสหรัฐอเมริกามิได้ เมื่อปี 2009 ไข่หวัดหมู H1N1 ระบาดที่สหรัฐฯ สหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึงจะประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉิน CDC ของสหรัฐฯ คำนวณว่า นับถึงกลางเดือนมีนาคม ปี 2010 โรคระบาดครั้งนี้ทำให้ประชาชนสหรัฐฯ ติดเชื้อ 59,000,000 ราย ผู้เข้าโรงพยาบาล 265,000 ราย และผู้สูญเสียชีวิต 12,000 กว่าราย ส่วนสถานการณ์ทั่วโรคอันเนื่องจาก H1N1 ยิ่งสาหัสกว่า ตามสถติที่ CDCรายงานปี 2012 ผู้ที่สูญเสียชีวิตไปอันเนื่องจากไข้หวัดหมู H1N1 สูงถึง 570,0000 ราย

เมื่อเทียบกัน เมื่อโรคติดต่อ COVID-19 ได้ระบาดที่ประเทศจีนยังไม่ถึงหนึ่งเดือน ประเทศจีนก็ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทั่วประเทศ หากโรคติดต่อ COVID-19 ครั้งนี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ผลสูญเสียจะไม่สามารถคาดคิดได้ สหรัฐฯ จะประกาศให้ทั่วประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉินหลังจากเวลา 6 เดือนอีกไหม?

ปัจจุบัน ประเทศจีนกำลังก้าวสู่ช่วงเวลาอันสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด COVID-19 ตามสถิติทางการ จนถึงเวลาเช้าของวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ (วันที่ 15) ประเทศจีนมีผู้ที่ยืนยันติดเชื้อจำนวน 66,497 ราย ผู้สูญเสียชีวิต 1523 ราย ถึงแม้ว่า COVID-19 ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว แต่อัตราผู้เสียชีวิตยังอยู่ใน 2% ซึ่งต่ำกว่า SARS และ MERS และคาดว่า ตามวิวัฒนาการของสถานการณ์โรคระบาด อัตราผู้เสียชีวิตอาจจะต่ำลงก็ได้ เรามาลองเทียบดูตัวเลขกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ที่สหรัฐฯ ตามสิติที่ CDC ได้บันทึกไว้ เมื่อสหรัฐฯ ได้ก้าวเข้าสู่ฤดูไข้หวัดใหญ่คราวนี้ คาดว่าอย่างมากได้มีประชาชนผู้ติดเชื้อไปจำนวน 31,000,000 ราย และอย่างน้อยมีผู้สูญเสียชีวิตไปจำนวน 12000 ราย

นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาตรการการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของทั้งสองประเทศมาเปรียบเทียบ ในขณะที่ประเทศจีนรับมือป้องกันและควบคุมโรคระบาด COVID-19 โดยประกาศให้ยื่นเวลาหยุดพักช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ปิดเมืองอู่ฮั่นและเมืองอื่น ๆ ที่อยู่มณฑลหูเป่ยตามลำดับ ส่วนปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซินเจิ้น ฯลฯ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ๆ ก็ใช้วิธี “แบ่งส่วนปิดเมือง” ได้แก่ห้ามชุมชนต่าง ๆ ไปมาหาสู่กัน และมหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยม โรงเรียนประถมตลอดจนโรงเรียนอนุบาลก็เลื่อนเวลาการเปิดภาคการศึกษา โดยรอการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนชุมชนหรือหมู่บ้านบางที่ก็ใช้วิธีห้ามไม่ให้เข้าออก แต่สหรัฐอเมริกาเมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตไข้หวัดใหญ่ ไม่เคยคิดจะปิดเมือง เพียงแนะนำให้ประชาชนไปฉีดวัคซีนต่าง ๆ และสอนวิธีการรักษาอนามัยเช่นล้างมือบ่อย ๆ สรุปใครสู้กับโรคระบาดอย่างสุดกำลังกันแน่?

ไวรัสซึ่งเป็นศัตรูของมนุษย์ทุกคนเข้ามารุกราน จึงสมควรที่จะร่วมมือร่วมกำลังของมนุษย์ทุกคนเพื่อต่อต้านการรุกรรานของไวรัส ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศใดหรือนับถือแนวคิดทางการเมืองใด นักการเมืองสหรัฐฯ บางคนซึ่งเป็นส่วนน้อยกลับนำเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของประเทศจีนมาเล่นการเมือง และมองข้ามความจริงอันได้แก่ ประชาชนสหรัฐฯ สูญเสียชีวิตไปเกินหมื่นคนอันเนื่องจากไข้หวัดใหญ่และจำนวนนี้สูงกว่าจำนวนประชาชนจีนผู้สูญเสียชีวิตอันเนื่องจาก COVID-19 สิ่งเหล่านี้ประจักษ์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นักการเมืองสหรัฐฯ กำลังใช้แนวคิดแบบสงครามเย็นอยู่ ถือว่าประเทศจีนเป็นศัตรู และสิ่งที่ทำไปเพียงหวังผลตอบแทนในการเลือกตั้ง

 

 

Share this: