APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

“หนาวเนื้อห่มเนื้อ จึงหายหนาว หนาวราวอกร้าว ห่มอกหาย หนาวรักห่มรัก อุ่นรักสบาย หนาวคลายเพราะห่ม ที่สมกัน…โอ้ตัวเราหนาวเนื้อ ไร้เนื้อห่ม หนาวลมห่มลม ยิ่งหนาวสั่น หนาวรักห่มร้าง อ้างว้างครัน หนาวสวรรค์ห่มนรก อกช้ำเอย”… 

            สวัสดีครับ วันนี้นึกพลิ้วชิลในหัวใจ ฮัมเพลงรับฤดูหนาวกันสักหน่อย เป็นบทเพลงเก่าของวงสติงระดับตำนานของประเทศไทย  “ดิอิมพอสซิเบิ้ล” ขับร้องโดยครูเพลง คุณเศรษฐา ศิระฉายา นับเป็นเพลงดังในสมัยยุคปี 70 วัยรุ่นในสมัยนั้น ถ้าใครที่ไม่รู้จักเพลงนี้ ก็คือเชยระเบิดเถิดเทิงครับ …..แหมหน้าหนาวที่ไร ผู้เขียนจะรู้สึกสดชื่นยินดีปรีดาเป็นที่สุดก็เพราะจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ไม่ร้อน ไม่เหนื่อยนั่นเองครับ  

         ทริป “เส้นทางสายไหมสู่เมืองรอง” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นโครงการยกระดับการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยว จัดโดย “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์” ที่ผุดไอเดียเก๋ ช่วยสนับสนุนกระจายรายได้สู่พี่น้องชาวชุมชน ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดและแหล่งท่องเที่ยว ให้เป็นที่รู้จักต่อนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ด้วยวัตถุประสงค์หลัก เช่น 1.การส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่มีศักยภาพ สามารถต่อยอดทางการค้า เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเมืองรอง ทั้งยังเป็นการสร้างความต้องการของตลาดให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น   2.ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการตลาด และผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย พร้อมนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติในวงกว้าง  และ 3.ส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มโอกาสทางการค้าให้เกิดการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นต้น

Day1

        สำ..หรับในทริปนี้นั้น นับเป็นเส้นทางที่ 4 ของภาคเหนือ อาทิ จังหวัดพิจิตร,จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี …เรามาประเดิมวันแรกกับเส้นทางสายไหมในทริปนี้ ที่ “จังหวัดพิจิตร” หรือที่ใครๆ มักเรียกกันว่า “เมืองชาละวัน”  ตามตำนานวรรณคดีเรื่องไกรทองนั่นเอง โดยเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มายัง “กลุ่มผ้าทอบ้านห้วยแก้ว” ต.ห้วยแก้ว อ.บึงนาราง ที่นับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาบรรพชน มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนมาถึงปัจจุบัน ชาวบ้านห้วยแก้วยังได้ทำการพัฒนาลวดลายผ้าให้เกิดลายดอกบุนนาค ซึ่งถือเป็นลายประจำจังหวัดพิจิตร ที่มีความงดงามวิจิตรเป็นที่สุด

คุณราตรี กองทรัพย์ กลุ่มผ้าทอบ้านห้วยแก้ว จ.พิจิตร

“ผ้ามัดหมี่ลายสายดอกแก้ว” นับเป็นเอกลักษณ์ที่หนึ่งไม่มีสองของกลุ่มผ้าทอบ้านห้วยแก้ว โดยชาวบ้านห้วยแก้วดั้งเดิมส่วนใหญ่จะย้ายถิ่นมาจากจังหวัดทางภาคอีสาน ซึ่งเขาเหล่านั้นยังได้นำองค์ความรู้ และภูมิปัญญาการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย และการทอผ้าไหมมาถ่ายทอดให้กับชาวชุมชุนห้วยแก้ว ต่อมาจึงได้พัฒนาต่อยอดลวดลายให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวชุมชน “ลวดลายดอกแก้ว” “ลายดอกบุนนาค” จึงนับเป็นสุดยอดของคนรักผ้าไหม ที่มีความสวยสดงดงาม และอ่อนช้อย

           สนใจผ้าไหมบ้านห้วยแก้ว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณราตรี กองทรัพย์ กลุ่มผ้าทอบ้านห้วยแก้ว เลขที่ 199 ม.1 ต.ห้วยแก้ว อ.บึงนาราง จ.พิจิตร 66130 โทร.081 533-6804  Facebook/ราตรี กองทรัพย์

จากบ้านห้วยแก้ว พวกเราลัดเลาะกะเตงๆ กันมายัง “กลุ่มผ้าทอบ้านหนองพง” ทีเด็ดของกลุ่มผ้าทอนี้ คือ “ผ้าไหมมัดหมี่ลายต้นสน” ที่มีต้นกำเนิดมากจากชาวบ้านในหมู่บ้าน ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากอีสานในอดีต ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ยังได้นำพาวัฒนธรรมท้องถิ่น คือ การทอผ้าไหม เพื่อใช้ในครัวเรือนมาสืบสานและพัฒนาต่อยอด เพื่อการจำหน่าย ทั้งยังได้รังสรรค์ผ้าไหม “ลายต้นสน” ที่บรรพบุรษได้ทำการประยุกต์มาจากลวดลายต่างๆ ที่มีอยู่ใกล้ๆ ตัว โดยพัฒนาให้มีความสวยงามและแปลกหูแปลกตามากยิ่งขึ้น ทว่ายังคงใช้ที่ “กระตุก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทอผ้า จากภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวไทย เชื้อสาย “พวน” ในการทอ ทำให้ได้ผ้าไหมที่มีคุณภาพ มีความโดดเด่นสวยงาม เนื้อไหมละเอียด สีสันสดใส สีไม่ตก และยังมีราคาย่อมเยาอีกด้วย

คุณดารณี วงศ์สวัสดิ์ กลุ่มผ้าทอบ้านหนองพง จ.พิจิตร

           สนใจผ้าไหมกลุ่มผ้าทอบ้านหนองพง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณดารณี วงศ์สวัสดิ์ กลุ่มผ้าทอบ้านหนองพง เลขที่ 282/1 ม.17 ต.ทุ่งใหญ่ อ.โพนประทับช้าง จ.พิจิตร 66190  โทร.088 817-2516 Facebook/ดารณี วงศ์สวัสดิ์

         

Day 2  

         จากเมืองชาละวัน เราเดินทางต่อไปยัง จังหวัดนครสวรรค์ หรือ“ปากน้ำโพ” เพื่อไปสัมผัสกับความงดงามของผ้าไหมไทยคุณภาพดี ณ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหมบ้านชุบตาบง”  กลุ่มผ้าทอแห่งนี้ มีของดีที่มีความสวยงามไม่เป็นสองรองใคร นั่นก็คือ “ผ้าไหมทัศน์ทอง” นับเป็นผ้าไหมที่มีความสวยงาม และยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย จากความพิถีพิถันทุกขั้นตอนในการผลิต เริ่มต้นจากการเลี้ยงไหม การสาน และการทอด้วยมือ รวมทั้งการย้อมสีจากธรรมชาติ ซึ่งการผลิตทุกขั้นตอนนั้นยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด กลุ่มผ้าทอแห่งนี่ ยังได้รับรางวัลการันตรีในเรื่องของคุณภาพ Bio Economy, “นกยูงพระราชทาน สีเงิน-สีน้ำเงิน,รางวัล “Smart SME จังหวัดนครสวรรค์” “ภูมิปัญญาไหมไทย” จังหวัดนครสวรรค์ และ“หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ปี 2561” จึงนับเป็นผ้าไหมไทยที่ทรงคุณค่า และยังถือเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านได้อย่างแท้จริง

คุณชนิดา โวโลดิน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหม บ้านชุบตาบง จ.นครสวรรค์ 

          สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณชนิดา โวโลดิน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหม บ้านชุบตาบง เลขที่ 43 ม.8 ต.ชุมตาบง อ.ชุมตาบง จ.นครสวรรค์ 60150 โทร.081 043-8983 ,Line : 061 290 6064yam,Facebook/Chanida Volodin  

 คุณศรีนิน จันทรักษ์ กลุ่มผ้าทอบ้านบึง จ.อุทัยธานี      

   Day 3       

          จากปากน้ำโพ เราตะลอนๆ ไปยัง “จังหวัดอุทัยธานี” อันเป็นจุดสุดท้ายของการเยี่ยมเยือนเส้นทางสายไหม เพื่อเยี่ยมชมความงดงามของผ้าไหมสวย หลังจากพักเหนื่อยจิบกาแฟคล้ายความหนาวกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราจึงออกเดินทางไปยัง “กลุ่มผ้าทอบ้านบึง” ที่นี่จะมีทีเด็ดอย่างไร ตามผมมาได้เลยครับ กลุ่มผ้าทอบ้านบึง นับเป็นศิลปินการทักทอผ้าไหมตัวยง ผ้าไหมที่ขึ้นชื่อลือชานั่นก็คือ “ผ้าไหมทอจก” ที่มีความยากในการทอ และยังต้องอาศัยความชำนาญอย่างแท้จริง

          “ผ้าไหมทอจก” นับเป็นผ้ามัดหมี่ทอกี่พื้นเมืองต่อตีนจกลายโบราณ ที่มีความสวยงามหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน อันเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพชน จากรุ่นสู่รุ่นจวบจนทุกวันนี้ นับเป็นลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ลวดลายของผ้านั้น ก่อเกิดจากจินตนาการอันล้ำลึกของผู้ทอ โดยกลุ่มผ้าทอบ้านไร่ ได้มีการชักชวนให้รวมกลุ่มผ้าทอหลายๆ กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มได้มีการพัฒนาจุดเด่นของผ้าทอ ให้มีความแตกต่างกันออกไป ผสานการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ให้มีความสวยงามและยั่งยืน ทว่ายังคงมีอัตลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่นเหมือนในสมัยโบราณเอาไว้อย่างแนบแน่น จนทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

          สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณศรีนิน จันทรักษ์ กลุ่มผ้าทอบ้านบึง เลขที่ 73 ม.1 ต.บ้านบึง อ.บ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 61140 โทร.081 785 6070 Line : 081 785 6070 ,Facebook/ศรีนิน จันทรักษ์  

คุณนิทัศน์ จันทร กลุ่มผ้าทอลายโบราณบ้านกูจวง จ.อุทัยธานี

           ปิดท้ายทริปการเยือนเส้นทางสายไหมครั้งที่ 4 กันที่ “กลุ่มผ้าทอลายโบราณบ้านกูจวง” ผ้าทอที่ได้รับความนิยมของที่นี่มีชื่อว่า “ผ้ามัดหมี่ต่อจก” นับเป็นผ้าทอของชาติพันธุ์ลาวเวียง-ลาวครั่งของเมืองอุทัยธานี และยังเป็นวัฒนธรรมของชาวไทขาว-ลาวเวียง ที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ความโดดเด่นของผ้าทอก็คงหนีไม่พ้น “การย้อมสีผ้า” ที่มีความโดดเด่นเป็นสูตรเด็ดเฉพาะตัว อันเป็นเอกลักษณ์ ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ จากเดิมทำการย้อมด้วยสีอันเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่หาได้ในท้องถิ่น สู่การประยุกต์ย้อมสีร่วมกับเทคนิคสมัยใหม่ เพื่อให้ได้สีที่ติดทนนาน และยังมีสีสันสวยงาม ส่งผลให้ “ผ้ามัดหมี่ต่อจก” ซึ่งทอด้วยมือ มีชีวิตชีวา และมีเสน่ห์น่าหลงใหลยิ่ง

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณนิทัศน์ จันทร กลุ่มผ้าทอลายโบราณบ้านกูจวง เลขที่ 128 ม.14 ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี 61140 โทร.089 959-9460 Facebook/นิทัศน์ จันทร

          นอกเหนือไปจากความงดงามในเรื่องราวของผ้าไหมแล้ว แต่ละพื้นที่ของจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้พวกเราได้แวะชักภาพ เช็คอิน หรือจะเดินเที่ยวทอดน่องชิลๆ ได้อย่างสบายใจ เช่น 

วัดโพธิ์ประทับช้าง

“วัดโพธิ์ประทับช้าง” ที่มีความเก่าแก่มีอายุกว่า 300 ปี มีความงดงามสุดยอดทางด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 29 ของกรุงศรีอยุธยา และพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์พลูหลวง

หรือท่านผู้อ่านจะแวะชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ สุดโรแมนติกสัมผัสบรรยากาศในยามเย็นที่         “บึงสีไฟ” อันเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศ และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของเมืองพิจิตรอีกด้วย

วัดท่าหลวง 

ต่อด้วย“วัดท่าหลวง” (พระอารามหลวง) อันเป็นที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อเพชร” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวพิจิตร

วัดคีรีวงศ์            

จากเมืองชาละวัน เราข้ามมาที่ ปากน้ำโพ นครสวรรค์ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์เด่นๆ เช่น “วัดคีรีวงศ์” อันมีพระมหาเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่มีความสำคัญถึง 4 องค์ คือ พระแก้วมรกต,พระพุทธชินราชจำลอง,พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหลวงพ่อวัดไร่ขิง

จากนั้นเราไปเช็คอินเท่ห์ๆ กันที่  “พาสาน” จุดชมวิวแสนจะชิลๆ ของเมืองปากน้ำโพ ถือเป็นอาคารสัญลักษณ์แห่งต้นน้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บริเวณแหลมเกาะยม จุดบรรจบกันของลำน้ำปิงและลำน้ำน่าน ตันกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

พาสาน 

           สถานที่ท่องเที่ยวสุดชิลของเมืองอุทัยธานี เมืองเล็กๆ ที่มีความสวยงาม และเงียบสงบ ในยามบ่ายแก่ๆ ท่านผู้อ่านอาจแวะไปชมจุดชมวิวสวยๆ ได้ที่ “บ้านชายเขา” ตั้งอยู่ อ.ลานสัก แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองอุทัยธานี  พบกับความงดงามของภูเขาหินปูนเทือกเขาปลาร้า หุบเขาตาด และความสวยงามของดอกไม้นานาชนิด ทั้งยังมีที่พักให้ได้ใช้บริการอีกด้วย 

บ้านชายเขา  

        ส่วนในช่วงเช้าๆ ถ้าตื่นกันไหว ก็แวะไปทำบุญสักการะพระพุทธบาตรจำลอง  “วัดถ้ำเขาวง” อันเป็นอันซีนไทยแลนด์ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา โดยตั้งอยู่ที่ต.บ้านไร่ ไม่ไกลจากอำเภอเมืองมากนัก

วัดถ้ำเขาวง

           หากท่านใดต้องการย้อนรอย และเก็บเกี่ยวความงดงามบนเส้นทางสายไหม “เที่ยวเมืองรอง พิจิตร-นครสวรรค์-อุทัยธานี” ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านใช้เวลาพักผ่อนท่องเที่ยวเป็นเวลาสัก 3 วัน 2 คืน ท่านจะได้มีเวลาหายใจหายคอ ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมากมาย ยิ่งช่วงวันหยุดปีใหม่ ขับรถมาได้เลยไม่ไกลจากรุงเทพฯ ทว่าต้องรีบจับจองที่พัก ไม่งั้นอาจจะเต็มได้ครับ   

         ท่านผู้อ่านที่สนใจในเรื่องราวของผ้าไหมไทย งานแฮนด์เมดอันทรงคุณค่า ที่มีคุณภาพไม่แพ้ที่ใดๆ ใน 3 โลก  สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.02 528 7600 

        ท้ายสุดนี้….ผมต้องขอขอบคุณ  “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์” ทีมงาน “สานฟ้า” ทุกๆ ท่าน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำสกู๊ปในครั้งนี้เป็นอย่างดีครับ แล้วพบกันใหม่ครับ….สวัสดี….

#กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์ #DBD #ThaiSilkRoute #เส้นทางสายไหมสู่เมืองรอง

………………………………………………………………………..

เรื่อง/ภาพ : ปิโยรส อุทุมเทวา (บรรณาธิการ/บรรณาธิการภาพ)

ฝากข่าว Email: piyoros2514@gmail.com

โทร.061 949-2508    

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Share this: