APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

หัวเว่ยจัดงาน “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ (Huawei Asia-Pacific Innovation Day 2018)” ครั้งที่ 4 สุดอลังการ ณ กรุงเทพฯ  โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง หัวเว่ย เทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศไทยร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด สร้างสรรค์นวัตกรรมนำเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่ยุคดิจิทัล”  (Innovate for a Digital Asia-Pacific)” ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรมชั้นยอดสู่เอชีย   

นายกัว ผิง ประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย เทคโนโลยี 

นายกัว ผิง ประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย เทคโนโลยี  เ ปิดเผยว่า ระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล แต่อัตราการเติบโตนั้นยังไม่คงที่ ทำให้ช่องว่างระหว่างระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนากลับกว้างยิ่งขึ้น สถานการณ์ที่คล้ายกับปรากฎการณ์แมทธิว (Matthew effect) กำลังก่อตัวเพราะประเทศที่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่แบบดิจิทัลสามารถสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจกำลังพัฒนา อย่างไรก็ดีเรา ทุกคนสามารถร่วมมือกันเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัลล่วงหน้าได้   โดยในแง่ของความต้องการด้านดิจิทัลสามารถแยกย่อยได้หลายลำดับชั้น เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัย อุตสาหกรรมดิจิทัล และการพัฒนา ‘สมองดิจิตอล (digital brain)’ และเมื่อความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐยิ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากยิ่งขึ้นเพื่อผสานการทำงานของหน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วย ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง 

 อีโคซิสเต็มหรือระบบนิเวศเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งภาครัฐต้องเป็นผู้นำ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปฎิบัติงานเชิงรุกในส่วนที่พวกเขาเกี่ยวข้อง และทุกคนในสังคมต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางดิจิทัลของตน”

นายกัว กล่าวว่า หัวเว่ยยินดีและพร้อมจะทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อสร้างวงจรของนวัตกรรมดิจิทัลที่สมบูรณ์ โดยพร้อมจะร่วมมือกับทุกประเทศเพื่อแบ่งปันข้อมูลร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่มีศักยภาพ เพราะเราทุกคนสามารถสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรม และช่วยให้ตลาดนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ภายในงานนี้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ระบุถึงการสานความร่วมมือระหว่างผู้ลงนามด้านการวิจัยและนวัตกรรม อันจะช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมดิจิทัล และช่วยนำนวัตกรรมต่างๆ ที่คิดค้นโดยคนไทยหรือในประเทศไทยไปสู่เวทีโลก ตัวอย่างของความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ได้แก่

                     – การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่มีความซับซ้อน (Deep Technology) เพื่อช่วยให้ประเทศไทยรุดหน้าไปสู่ยุค 4.0

                     – เสริมสร้างความร่วมมือและการสื่อสารอันดีตลอดขั้นตอนการวางแผนและพัฒนานวัตกรรม เสริมสร้างความร่วมมือในสาขาความร่วมมือที่มีอยู่เดิม

                     – สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและครบวงจร ต่อธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย

                     – ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถผ่านหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ (Open Lab) และศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC (Customer Solution Innovation & Integration Experience Center)

                     – ช่วยให้การสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกร และนักวิจัยอื่นๆ เป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น

                     – ช่วยปรับเปลี่ยนการวิจัยให้เป็นทฎษฎีทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ใหม่ๆ

ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวให้โอวาท

โดยมี ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายกัว ผิง ประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระ ของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึก (MOU) ข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้

ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนับเป็นตลาด ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดตลาดหนึ่งของโลก และถือเป็นตลาดที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัลในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้กล่าวโดยสรุปว่าประเทศไทยจะใช้กลยุทธ์ใดบ้างเพื่อ เปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล” และเน้นย้ำว่าสังคมแบบดิจิทัล จะช่วยแปรเปลี่ยนและยกระดับเศรษฐกิจไทย ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นได้อย่างไร นวัตกรรมที่อาศัยรากฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือไอซีที ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อนโยบายประเทศไทย 4.0 และผลจากการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลกำลังส่งผลต่อโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นแบบแนวดิ่ง ช่วยให้ภาคธุรกิจมีผลิตภาพสูงขึ้น ลดต้นทุน และช่วยให้นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ได้ นวัตกรรมเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดรูปแบบการดำเนินธุรกิจหรือตลาดใหม่ๆ ได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสด้านการพัฒนาให้ทุกคน 

พิธีร่วมลงนาม MOU  

ดร. สมคิดยังกล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ที่จะส่งเสริมการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล อีกทั้งยังเน้นย้ำในเรื่องบทบาทของหัวเว่ยในฐานะองค์กรเอกชน ที่มีส่วนร่วมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศไทย โดยดร. สมคิดยังคาดหวังไว้ว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสสานความร่วมมือเชิงลึกกับหัวเว่ยต่อไปได้ในอนาคต  

การปลูกฝังแนวคิดดิจิทัลอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ ถือเป็นงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระดับสูง ที่บุคคลสำคัญในการพัฒนาแนวคิดดิจิทัลอีโคซิสเต็มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างพร้อมใจกันเข้าร่วม โดยบุคคลสำคัญจากภาครัฐที่เข้าร่วมงานในปีนี้ได้แก่ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย นายมุสตาฟา จับบา (Mustafa Jabbar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศบังคลาเทศ นายบุนสะเหลิมไซ เคนนาวง (Bounsaleumsay Khen na wong) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์ โทรคม และการสื่อสารของประเทศลาว และดร. กาน จันทร์เมตตา (Dr. Kan Channmeta) เลขานุการกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมกัมพูชาของประเทศกัมพูชา ซึ่งรัฐมนตรีเหล่านี้ได้ร่วมกันหารือนอกรอบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคดิจิทัลและแนวทางปฏิบัติที่ดีต่างๆ  

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ร่วมแสดงความยินดี 

เนื่องในโอกาสนี้ นายเจมส์ วู ประธาน หัวเว่ยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำเสนอแผนส่งเสริมนักพัฒนาซอฟท์แวร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Huawei’s Developer Enablement Plan) อันเป็นแผนการสำหรับสนับสนุนเศรษฐกิจแบบดิจิทัลและการวางรากฐานทางดิจิทัลแบบครบวงจรในภูมิภาค ภายในระยะเวลา 3  ปีข้างหน้า หัวเว่ยจะลงทุนกว่า 81 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการ Huawei Open Lab  โดยเริ่มบ่มเพาะนักพัฒนาระบบคลาวด์ และสร้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอซีทีใหม่ๆ  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยนายเจมส์กล่าวว่า “หัวเว่ยปรารถนาจะผลักดันนักพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีประสบการณ์และศักยภาพด้านไอซีทีมานานกว่า 30 ปี การเชื่อมต่อโปรแกรมต่างๆ (APIs) และ   แพลทฟอร์มการพัฒนาของเราช่วยให้นักพัฒนาจำนวนมากรวมถึงเครือข่ายในการพัฒนาในภูมิภาคมีขีดความสามารถสูงขึ้น นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างโซลูชั่นสำหรับผลักดันอุตสาหกรรมต่างๆ ไปสู่ยุคดิจิทัลและสร้างโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หากเราทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เราสามารถฝันถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและก้าวไปไกลขึ้น”

นายเจมส์ยังกล่าวเสริมอีกว่า หัวเว่ยจะเปิด Huawei Open Lab ในกรุงเดลี ประเทศอินเดียในเดือนสิงหาคมปีนี้ Huawei Open Lab ทั้งที่กรุงเดลีและที่กรุงเทพฯ จะเป็นสถานที่สำหรับให้บริการเกี่ยวกับแพลทฟอร์มนวัตกรรมแบบเปิดกว้างที่หัวเว่ยกับพันธมิตรท้องถิ่นรายต่างๆ จะร่วมมือกันพัฒนาโซลูชั่นทางด้านอุตสาหกรรมในแต่ละท้องถิ่น

นายเจมส์ยังกล่าวอีกว่า กิจกรรมหัวเว่ยดิเวลลอปเปอร์ชาลเลนจ์ (Huawei Developer Challenge) ประจำปี 2561 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ซึ่งกิจกรรมพิเศษนี้เ ป็นกิจกรรมที่หัวเว่ยจะช่วยให้คำแนะนำกับนักพัฒนาที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหัวเว่ยจะให้การสนับสนุนนักพัฒนาที่ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ บนแพลทฟอร์มหัวเว่ยคลาวด์ และผู้ที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ตามเกณฑ์ของหัวเว่ยจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูงสุดกว่า 150,000 เหรียญสหรัฐฯ 

ระเบบียบข้อบังคับ ความเป็นผู้ประกอบการ และไอซีที ในฐานะเครื่องมือพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

ดร. มีร์โก ดรากา นำเสนองานวิจัยหัวข้อ “บทบาทที่เพิ่มขึ้นของไอซีทีต่อเศรษฐกิจ” ที่หัวเว่ยดำเนินการวิจัยร่วมกับวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน กล่าวโดยสรุปแล้ว งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลจะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้เป็นอย่างมาก และคนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 5G คลาวด์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) บิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังสรุปว่าไอซีทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระบวนการถ่ายทอดความรู้ได้ดีกว่าเทคโนโลยีชนิดอื่นๆ ท้ายที่สุดงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ยังไม่ส่งผลที่มีนัยสำคัญต่อการจ้างงาน ในทางกลับกัน สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และผลพวงที่ตามมากลับ จะส่งผลลบต่อการจ้างงานมากกว่าปัญญาประดิษฐ์ 

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเข้าร่วมงาน หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดด้านการพัฒนาดิจิทัลอีโคซิสเต็มให้สมบูรณ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ต่างให้ความสำคัญกับนโยบายและกฎระเบียบ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัลของอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับยูนิคอร์น และวิธีการที่จะประยุกต์ใช้ไอซีทีให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในงานครั้งนี้ประกอบไปด้วย นายอาชิช นารายัน (Ashish Narayan) ผู้ประสานงานโครงการประจำสำนักงานสาขาเอเชีย และแปซิฟิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย เหยียนเหนียน ฮู (Yannian Hu) รองผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างสมาร์ท เหวยฟาง (Smart Weifang Construction Office) นายวิคเตอร์ โตโพธิ์ยศสกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอสเอส โฮลดิ้งส์ จำกัด และนายหลู่ ฮ่าว (Lu Hao) ผู้บริหารด้านนวัตกรรมระดับสูงของอีถูเทคโนโลยี (Yi Tu Technology) 

หัวเว่ยได้เคยจัดงาน เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 โดยการจัดงานขึ้นที่เมืองสำคัญๆ ของโลกหลายๆ แห่ง เช่น ลอนดอน, มิลาน, มิวนิค, ปารีส, สิงคโปร์, ซิดนี่ย์,  กัวลาลัมเปอร์, ดูไบ และเซา เปาโล เป็นต้น ทั้งนี้หัวเว่ยยังป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ช่วยสนับสนุนการสร้างงานวัตกรรม การประสานความร่วมมือ และการก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่น ที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ทุกผู้คนทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนโลก ให้เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป.

Piyoros Authumdhewa  :  รายงาน 

Share this: