APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

         

          “ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์ทวี   คนดีศรีอยุธยา เลอค่ามรดกโลก”  

             สมัยยังเป็นเด็กน้อยตัวกระจ้อยร่อย หลายๆ คนก็คงเคยร้องเพลง “อยุธยารำลึก” ผมชอบท่อนสุดท้ายของบทเพลงที่กล่าวว่า “สมัครสมานร่วมใจกันสามัคคี คงจะไม่มีใครกล้าราวีชาติไทย” โดยได้บอกกล่าวให้คนไทยรู้รักสามัคคี เพราะความสามัคคีนี้เอง จะเป็นพลังผลักดันให้ชาติบ้านเมือง องค์กรต่างๆ มีความเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงในเอกราช และยังความยั่งยืนสืบไปนั่นเอง  

             หากเรามองย้อนกลับไป ในภาพของอดีตราชานีอันยิ่งใหญ่ ก็หวนกลับให้คำนึงถึง วัดวาอาราม และโบราณสถานโบราณวัตถุ อันทรงคุณค่าต่อการยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นเมืองมรดกโลก ที่มีความโดดเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรม อีกมุมหนึ่งก็ยังมีแหล่งที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาแห่งนี้ จะกลายมาเป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกันเป็นจำนวนมากมายในปัจจุบัน

           วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรารีบจับรถจากกรุงเทพฯ มายังพระนครศรีอยุธยาด้วยความคิดถึง เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ไป ว่าแล้วจึงรีบดิ่งไปยังพระนครศรีอยุธยาในทันที ราวๆ 1 ชั่วโมงเห็นจะได้ ก็ถึงเมืองมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา  แสงแดดในยามเช้า ช่างทออุ่นสวยงามจับใจเสียจริงๆ

“มอไซค์ๆ ไปส่งผมที่อุทยานประวัติศาสตร์หน่อย เท่าไหร่ครับ ผมร้องถามมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงขนส่งอยุธยา”  “ห้าสิบบาทครับลูกพี่” “อ๊อ..ราคาไม่แพงสมกับระยะทาง ล้อหมุนไปเลยน้องเอ้ย” ว่าแล้วก็เลยรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้าย เพื่อไปเก็บภาพในทันที 

           ประมาณ 20 นาที ก็ถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  หนุ่มวินอยุธยาช่างใจดีแนะนำผมให้รู้เส้นทาง การเดินเท้าถ่ายภาพ เพราะการมาเที่ยวที่อุทยานฯ แห่งนี้ มีช้อยส์ให้เลือกเที่ยว 2 แบบ แบบแรกเดินเท้าทอดน่องชิลๆ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ส่วนแบบที่สองปั่นจักรยาน ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งคุณว่าไหม

             เมื่อมาถึงอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ก็ต้องกราบสักการะสิ่งศักดิ์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ผมเดินสะพายกล้องคู่ใจ ขึ้นกราบพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งท่านทรงเป็นพระปฐมกษัตริย์ของราชอาณาจักรอยุธยา พร้อมขอพรให้ชีวิตประสบความสำเร็จ สมปรารถนาทุกประการ โดยตั้งจิตให้คงมั่น เมื่อเสร็จสิ้นจึงขอกราบลาท่านไปประกอบกิจธุระต่อไป 

             การเดินทางมาท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสความงดงามของวัดวาอารามอันมีความเก่าแก่ โบราณสถาน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ฯ แห่งนี้  ต้องมีความสำรวม มีความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งก้อนอิฐก้อนดินแต่ละก้อนนั้น มีอายุนับหลายร้อยปีเลยทีเดียว เพื่อให้คงอยู่และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ทางปัญญาอันล้ำค่าต่อลูกหลานไทยสืบไป  การแต่งกายควรคงความสุภาพชน ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะสตรี “ห้ามนุ่งสั้นเสมอหู”  ต้องไปหาหรือเช่าผ้าซิ่น หรือผ้าคลุม และเดินชมความงดงามด้วยความสำรวม  เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพุทธให้ความเคารพและนับถือเป็นอย่างมาก บ่งบอกให้เห็นถึงความมีวัฒนธรรมอันดีงาม และการมีมารยาทที่ดีต่อสังคมส่วนรวม  

            ประเดิมกันที่วัดแรก “วัดพระศรีสรรเพชญ์”  ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง วิหารพระมงคลบพิตร และ พระราชวังโบราณ นับเป็นวัดหลวงในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา  เหมือนอย่างเช่น วัดมหาธาตุ ของกรุงสุโขทัย อันเป็นต้นแบบของการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวังของกรุงรัตนโกสินทร์  

             บริเวณที่ตั้งของวัดนั้นเดิมทีเป็นพระบรมมหาราชวังของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่สร้างขึ้นก่อน เมื่อปี พ.ศ. 1893  ครั้นในรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อปี พ.ศ. 1991 โปรดฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่บริเวณริมแม่น้ำลพบุรี ส่วนพระราชวังเดิมให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พระราชพิธี และเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์รวมทั้งพระญาติ โดยไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ภายในวัด

              ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์ใหญ่สององค์ เมื่อปี พ.ศ.2035 องค์แรกทางทิศตะวันออก เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดาและองค์ที่สอง คือ องค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระบรมเชษฐา ถัดมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่และในปี  พ.ศ.2043 ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร พระนามว่า “พระศรีสรรเพชญดาญาณ” ซึ่งภายหลังเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด  ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาท ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตรในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

             สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชิ้นส่วนชำรุดของพระประธานองค์นี้ลงมากรุงเทพฯและบรรจุชิ้นส่วน ซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “เจดีย์สรรเพชญดาญาณ”  สำหรับเจดีย์องค์ที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวๆ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และมีร่องรอยการบูรณะ ซึ่งโบราณสถานของวัดนี้นั้น มีความสวยงามและใหญ่โตอลังการมาก  จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ยังความชื่นชมในความงดงามวิจิตร พร้อมถ่ายภาพมุมสวยๆ เป็นที่ระลึก   วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้งอยู่ที่ ถ.นเรศวร ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา  

              ผมเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ  หลังจากจิบน้ำเพื่อดับกระหายคลายร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึง “วัดพระราม” เป็นวัดที่มีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก  มีพระปรางค์ขนาดใหญ่แลเด่นชัดแต่ไกล  องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐสอปูน เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น  และเหตุที่นิยมสร้างเป็นพระปรางค์   ก็เพราะได้รับอิทธิพลต้นแบบมาจากเขมรโบราณเมืองละโว้ (ลพบุรี) นั่นเอง  

             วัดพระราม ตั้งอยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร โดยสมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา วัดนี้มีบึงขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เมื่อมีการสร้างกรุงศรีอยุธยา คงจะมีการขุดเอาดินในหนองมาถมพื้นที่วังและวัด  พื้นที่ที่ขุดเอาดินมาได้จึงกลายเป็นบึงใหญ่  บึงมีชื่อปรากฎในกฎมณเฑียรบาลว่า “บึงชีขัน”  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บึงพระราม”  กลายมาเป็นสวนสาธารณะในปัจจุบันอันมีชื่อว่า “สวนสาธารณะบึงพระราม”  ซึ่งใช้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน 

          ความโดดเด่นของวัดพระราม ก็อยู่ที่ “พระปรางค์”  ซึ่งเป็นพระปรางค์องค์ใหญ่  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบนทางด้านทิศตะวันออก  มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์ส่วนทางตะวันตก ทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และใต้รอบๆ ปรางค์เล็กก็ยังมีเจดีย์ล้อมรอบอีก 4  ด้าน

            นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่ตั้งบริเวณรอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ 28 องค์ ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ตรงกำแพงวัดพระรามทางด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันกำแพงทางด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้  มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตกได้ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้ระดับกับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรอย่างหนึ่ง

          วิหาร 7 หลัง 1  นับเป็นวิหารขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าวัด ทางทิศตะวันออกของพระปรางค์  วิหารองค์นี้ยังเหลือซากให้เห็นลักษณะและขนาดอยู่โดยรอบ และเสากลมใหญ่แต่งเหลี่ยมสูงเกือบถึงบัว หัวเสา เป็นวิหารที่เชื่อมต่อกับพระปรางค์องค์ใหญ่ เดินถึงกันตรงระเบียง 2  วิหารน้อย  อยู่ทางด้านทิศใต้  ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารที่มีด้านหลังเชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่  ซึ่งปรักหักพังลงไปแล้ว  คงเหลือแต่มูลดินทิ้งไว้ให้ศึกษา นับเป็นวัดที่มีความงดงาม แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพัง การเดินทางเข้าไปสัมผัสความงดงามของโบราณสถานในแต่ละโซนของวัด เหมือนราวกับว่า ได้เดินทางเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งในอดีต ซึ่งนับเป็นความทรงจำที่ดีในจินตนาการ

             ผมก็เดินชมวิวชมความงดงามของโบราณสถานอยุธยาจนมาถึง “วัดมหาธาตุ”  วัดเก่า ที่มีปรางค์ ซึ่งสร้างในตอนต้นๆ สมัยอยุธยา  โดยได้รับอิทธิพลของปรางค์ขอมปนเปเข้ามาบ้าง  ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลงแต่ที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม  แต่ขณะนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น จึงเป็นที่น่าเสียดาย เพราะมีหลักฐานว่าเป็นปรางค์ที่มีขนาดใหญ่มาก และก่อสร้างอย่างวิจิตรสวยงามมาก  เมื่อ ปี พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์นี้ และพบข้าวของโบราณหลายๆ ชิ้น ที่มีความสำคัญ นั่นคือ ผอบศิลา ภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเครื่องประดับอันมีค่า

             ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุได้นำไปประดิษฐานไว้ที่พิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  สิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่างคือ “เศียรพระพุทธรูปหินทราย”  ซึ่งมีรากไม้เข้าปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้ น่าจะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุง  จนรากไม้ขึ้นปกคลุม มีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ  ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์  ในพงศาวดารบางฉบับได้เล่าไว้ว่า วัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดในปี พ.ศ.1927 

            จริงๆ แล้ว พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนับว่าเป็นเมืองที่มีวัดวาอาราม อันมีความเก่าแก่จำนวนมากมาย เช่น วัดพนัญเชิง,วัดราชบูรณะ,วัดไชยวัฒนาราม,วัดมงคลบพิตร รวมทั้งพระราชวังเก่า ที่มีความงดงาม เช่น พระราชวังจันทรเกษม และพระราชวังบางปะอิน ฯลฯ และจากซากปรักหักพังในอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มีอายุเก่าแก่ถึง 417 ปี   และมีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์ จนถึงปี พ.ศ.2112 เสียกรุงให้กับพม่า ซึ่งต่อมากรมศิลปากรอันเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก้ มีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็น “มรดกโลก” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534  และมีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา ยังความปลื้มปิติต่อชาวเมืองอยุธยา และคนไทยทั้งประเทศ 

        การเดินทางมายังอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  สามารถเดินทางมาได้จากกรุงเทพฯ โดยรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง รถไฟ หรือจะเดินทางทางน้ำก็ได้ด้วยนะจ้ะ  จากกรุงเทพฯ มาอยุธยา นั่รถบัสมาลงที่สถานีขนส่งอยุธยา ถนนนเรศวร จะมีรถบัสบริการใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สำหรับคนที่ชอบเดินทางโดยรถไฟ ก็ไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ ซึ่งมีบริการรถไฟมาอยุธยา จาก 04:20 -22.00 น. หรือจะขึ้นรถตู้โดยสารของ บขส. ก็ยังเดินทางมาได้โดยสะดวก ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงอดีตราชธานีเก่า พระนครศรีอยุธยาแห่งนี้แล้วนะจ้ะ ….สวัสดี….

เรื่อง/ภาพ  ปิโยรส อุทุมเทวา 

 

    

 

 

               

 

               

               

                         

               

   

 

 

 

Share this: