ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปทำบุญ โดยจัดเตรียมสัมภาระต่างๆ และวางรวมไว้บนโต๊ะ คาดว่าหลายๆ คนคงจะได้พักผ่อนกันมาอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมลุยกับภารกิจหน้าที่การงานต่างๆ  ผมเองก็เริ่มฤกษ์ดีปีใหม่ด้วยการไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยที่วัดอรุณราชวรารามฯ ฝั่งธนบุรี ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าชีวิตในปีใหม่นี้ จะรุ่งเรืองประดุจอรุณรุ่งที่สดใสดั่งชื่อวัดนั่นเอง    

ผมคิดว่าหลายๆ คนคงจะเคยได้ยินชื่อ “วัดอรุณ” หรือที่มีชื่อเต็มว่า “วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร” กันอยู่บ่อยๆ เพราะพระปรางค์วัดอรุณนอกจากจะมีความงดงามและสวยเด่นเป็นสง่าแล้ว  ยังมีชื่อเสียงโด่งดังโดยเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครอีกด้วย

ไหนๆ ก็ไหน จะขอเอ่ยถึงประวัติของวัดอรุณฯ เผื่อน้องๆ เยาวชน และนักท่องเที่ยวทั้งหลาย จะได้เก็บบันทึกไว้เป็นข้อมูลในการที่จะมาสักการะพระปรางค์วัดอรุณฯ รวมทั้งสิ่งศักดิ์ภายในวัด  ชื่อเดิมของวัดอรุณฯ นั้นคือ “วัดมะกอกนอก”  ถัดมาไม่นานนัก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เปลี่ยนชื่อจากวัดมะกอกนอกมาเป็นวัดแจ้ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าพระองค์ได้เสด็จมาถึงที่นี่ในยามแจ้ง ในสมัยกรุงธนบุรี โดยวัดอรุณฯ หรือวัดแจ้งในขณะนั้น ถือเป็นวัดประจำวัง เพราะอยู่ในเขตของพระราชวังเดิม จึงไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา และในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้น วัดแจ้งแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตและพระบางอีกด้วย โดยได้อัญเชิญมายังประเทศลาวเมื่อครั้งที่ไทยรุกเข้าตีเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2322 ในครั้งนั้นได้มีการจัดงานสมโภชพระแก้วและพระบางถึง 3 วัน 3 คืนอีกด้วย

หากเอ่ยถึงพระปรางค์ วัดอรุณฯ  คุณรู้ไหมว่า พระปรางค์ที่สูงเด่นเป็นสง่าของคนกรุงเทพฯ นั้น เดิมมีความสูงเพียง 8 วา หรือประมาณ 16 เมตร  ทว่าพระปรางค์ที่เห็นกันในปัจจุบันนี้ ได้มีการต่อเติมขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 3 เมื่อคราวที่ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมดทั้งวัด พระปรางค์องค์ที่บูรณะใหม่นี้ จึงมีขนาดความสูงถึง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบ กับอีก 1 นิ้ว หรือประมาณ 67 เมตร ล้อมรอบไปด้วยปรางค์ทิศ และมณฑปทิศ องค์พระปรางค์ประดับด้วยกระเบื้อง โดยได้จัดสร้างเป็นลวดลายต่างๆ ที่มีความสวยงามวิจิตรตระการตามาก แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ การที่จะสร้างพระปรางค์องค์สูงใหญ่ขนาดนี้และอยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังคงความแข็งแรงมาจวบจนทุกวันนี้ได้ บ่งบอกให้รู้ว่าฝีมือของช่างในสมัยนั้นไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว

วัดอรุณฯ แห่งนี้ ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่  2  เนื่องจากในขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ 1 นั้น พระองค์ได้ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นการใหญ่ และเร่งด่วน มีการจัดงานสมโภชใหญ่ถึง 7 วัน 7 คืน และพระองค์ยังได้เปลี่ยนชื่อวัดจากวัดแจ้งมาเป็น “วัดอรุณราชธาราม” ถัดมาจึงได้เปลี่ยนเป็น “วัดอรุณราชวราราม” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

นอกจากนี้ รัชกาลที่ 2 ยังได้เป็นผู้ปั้นพระพักตร์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วยพระองค์เองอีกด้วย  จึงถือว่าวัดอรุณฯ นี้เป็นวัดที่มีความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นที่สุด  ซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็มีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านตั้งอยู่บริเวณด้านริมแม่น้ำอีกด้วย

ในสมัยก่อนใครที่เคยดูหนังไทยโบราณ มักจะมีฉากที่ต้องถ่ายทำที่วัดอรุณฯ อยู่เสมอ  มาเยือนวัดอรุณทั้งที ก็ต้องมาดูยักษ์วัดอรุณ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยักษ์วัดแจ้ง” ที่มีเรื่องเล่าว่ายักษ์วัดโพธิ์ชอบมาตีกับยักษ์วัดแจ้งอยู่เป็นประจำ  ตีกันจนบ้านเมืองในละแวกนั้นราบเป็นหน้ากลอง  ก็เลยเรียกกันต่อมาว่าท่าเตียน  เรื่องเล่าดังกล่าวยังสรุปไม่ได้ว่ายักษ์วัดไหนเป็นฝ่ายชนะ  ว่ากันว่ายักษ์วัดแจ้งเป็นยักษ์ชื่อดังที่ทุกคนรู้จักกันดีจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ นั่นก็คือ “ทศกัณฑ์”  ยักษ์กายสีเขียว ส่วนอีกตนหนึ่งเป็นยักษ์กายสีขาว ชื่อว่า “สหัสเดชะ”  ยักษ์ทั้งสองตนเป็นยักษ์ปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายและเครื่องแต่งตัว สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

เจ้ายักษ์วัดแจ้งนี้ ยังยืนเฝ้าซุ้มข้างประตูทางเข้าพระอุโบสถ ซุ้มประตูนี้ก็สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยเช่นกัน มีลักษณะเป็นทรงจตุรมุข หลังคา 3 ชั้น  มียอดเป็นทรงมงกุฎประดับไปด้วยกระเบื้องถ้วยสลับสี หน้าบันเป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย มีลวดลายเป็นใบไม้ดอกไม้แสนสวยงาม  ซุ้มประตูนี้เคยทำใหม่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังคงรูปแบบเดิมไว้อย่างครบถ้วน เพราะเมื่อคราวจะสร้างใหม่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ถ่ายภาพซุ้มประตูเดิมไว้ และให้สร้างตามรูปแบบเก่านั้น โดยทรงกล่าวว่า “ซุ้มประตูนี้อยากจะให้คงรูปเดิม เพราะปรากฏแก่คนว่า เป็นหลักของบางกอกมาช้านานแล้ว” และ “ขอให้ถ่ายรูปเดิมไว้ให้ มั่นคง เวลาทำอย่าให้แปลกกว่าเก่าเลยเป็นอันขาด อย่าให้รื้อจะไปถ่ายรูปไว้เป็นพยาน”

เมื่อเราเดินผ่านยักษ์และซุ้มประตูเข้าไป  จะพบกับพระอุโบสถของวัดอรุณฯ ก็มีความงดงามไม่แพ้ที่ไหนๆ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” มีเรื่องเล่าของพระประธานองค์นี้โดยกล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง และที่ฐานชุกชีนี้ยังบรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือของครูคงแป๊ะ และครูทองอยู่ ช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครู ที่เคยฝากผลงานเอาไว้ที่วัดสุวรรณาราม

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระอุโบสถหลังนี้ได้เกิดเพลิงไหม้ โชคดีที่สามารถอัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 2 ออกมาได้ทัน แต่ไฟก็ได้ไหม้หลังคาพระอุโบสถจนหมด และทำให้จิตรกรรมฝาผนังเสียหายไปบ้าง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้ประทานความเห็นในการซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถว่า ให้รักษาของเก่าไว้ และซ่อมภาพเขียนใหม่ให้กลมกลืนกับภาพเดิม ดังนั้นจิตรกรรมฝาผนังที่เราได้เห็นกันในทุกๆ วันนี้จึงยังมีความสมบูรณ์อยู่มากมาย

ทั้งนี้รอบๆ พระอุโบสถนั้น ยังมีตุ๊กตาปูนปั้นหินจีนขนาดเล็กตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด นับตั้งแต่ระหว่างใบเสมาทั้ง 8 ซุ้มก็มีสิงโตหินจีนตัวเล็ก ตั้งอยู่บนแท่นเรียงกัน เว้นไว้แต่ตรงช่องบันไดทางขึ้นพระอุโบสถ และด้านหน้าพระระเบียงที่ล้อมรอบอุโบสถนั้น ก็ยังมีตุ๊กตาหินจีนเป็นรูปคนแต่งกายในชุดแบบจีนยืนอยู่ในลักษณะท่าทางต่างๆโดยยืนเรียงกันเป็นแถวครบทั้งสี่ด้าน นอกจากนี้ ที่มุมพระอุโบสถทั้ง 4 มุม ยังมีพระเจดีย์หินแบบจีน และมีผู้วิเศษจีนแปดคน หรือที่เรียกว่าโป๊ยเซียน ตั้งอยู่ในซุ้มของเจดีย์นั้นทั้ง 8 ทิศด้วยกันอีกด้วย

ต้องกล่าวว่ารูปปั้นตุ๊กตาหินจีนในวัดอรุณฯ นี้ มีจำนวนมากมายเสียเหลือเกิน  เพราะที่นี่นับเป็นหนึ่งในสี่วัดที่มีตุ๊กตาหินจีนอยู่มากที่สุด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นตุ๊กตาหินขนาดเล็กเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยอีกสามวัดที่มีตุ๊กตาหินจีนอยู่เป็นจำนวนมากก็มี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม,วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดราชโอรสวราราม

วันที่ผมไปไหว้พระที่วัดอรุณฯนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาสักการะองค์พระปรางค์ รวมทั้งเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวถ่ายภาพกันอย่างหนาตา  อีกทั้งยังมีมุมน่ารักๆ เป็นหุ่นนางรำนางละครให้นักท่องเที่ยวได้เอาหน้าใส่เข้าไปถ่ายรูป หรือถ้าใครอยากจะแต่งชุดไทยถ่ายรูปกับวัดอรุณฯ ซึ่งที่วัดก็มีบริการให้ จึงเป็นที่ถูกใจนักท่องเที่ยวต่างชาติกันเป็นจำนวนมาก

วัดอรุณฯ ยังมีสถานที่ท่องเทียวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระวิหาร ซึ่งมีพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็นพระประธานในพระวิหาร นอกจากนั้นก็ยังมีพระอรุณหรือพระแจ้ง พระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า นามพระพุทธรูปพ้องกันกับวัดอรุณ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วิหารนี้

 

สำหรับทริปการมาไหว้พระที่วัดอรุณฯ  รับปีใหม่ เพื่อน้อมนำพลังบุญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระปรางค์ที่มีความเก่าแก่ คุณพระศรีรัตนตรัย คุณงามความดีต่างๆ ช่วยโปรดประทานพรชัย ให้ทุกๆ ท่านพบกับความสำเร็จ สมหวัง พบเจอแต่สิ่งที่เป็นสรรพมงคลในชีวิต  ก่อนจากกันในวันนี้ อย่าลืมใช้ “ธรรม” ประคองชีวิต เพราะธรรมจะทำให้เราเกิดสมาธิและปัญญา ส่วนผู้ใดที่ขาดธรรม ย่อมก่อเกิดความเสียหายและความมัวเมาในชีวิตและจิตใจ….สวัสดีครับ

พาเที่ยวโดย : Piyoros Authumdhewa. 

Share this: