APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

 

กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งเดินหน้าเสริมแกร่ง SMEs ดัน 9 มาตรการผลักดันช่วยเหลือผ่าน 3 กองทุน วงเงินเกือบ 8 หมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) พร้อมประกาศตัวเป็น “M SMEs Development Bank” หนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ หลังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบให้ออกจากแผนฟื้นฟู

ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ซ้าย)

ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs โดยมีเป้าหมาย เพื่อยกระดับเข้าสู่ยุค 4.0 ที่มีศักยภาพ ซึ่งในปี 2561 นี้ จะมีโครงการสินเชื่อใหม่ 3 โครงการ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน โดยมีวงเงินรวมกว่า 78,000 บาท ผนวกกับอีก 9 มาตรการ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาส่งเสริมควบคู่กันไป  ซึ่งมาตรการช่วยเหลือทางด้านการเงิน ที่เตรียมทยอยออกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ คือ 1.สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท  2.สินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรระยะที่ 2 วงเงิน 20,000 บาท และ 3.โครงการฟื้นฟูและเสริมสร้างศักยภาพ SMEs คนตัวเล็ก วงเงิน 8,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริม ที่ไม่ใช่ด้านการเงินอีก 9 มาตรการ เพื่อยกระดับ SMEs ไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ “ไมโคร SMEs” เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยทั้ง 9 มาตรการนี้ ประกอบไปด้วย

1.การขยายศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) ทั่วประเทศ 23 แห่ง ซึ่งจะให้บริการเครื่องจักรกลาง และพื้นที่

Co Working Space เพื่อให้ SMEs มีพื้นที่ในการพัฒนาสิ้นค้าต้นแบบใหม่ๆ รวมทั้งการบริการที่ปรึกษาแนะนำในเชิงลึก และเชื่อมโยงเครือข่าย องค์กรที่สนับสนุนต่างๆ

2.ศูนย์สนับสนุนช่วยเหลือ SMEs (SME Support & Rescue Center : SSRC) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Front Desk

บูรณาการที่ปรึกษา รับคำร้องขอกู้เงิน แก้ไขปัญหาและส่งต่อ SME โดยตั้งศูนย์ให้ได้ 270 แห่งทั่วประเทศไทย ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ศูนย์บริการเอสเอ็มอี (OSS) ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

3.Train The Coach หรือการสร้างโค้ช เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอี 3 ประเภท ได้แก่ 4.0 Biz Transformer เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ปรับโมเดลธุรกิจ Tech Expert ช่วยแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและปูพื้นเทคโนโลยีสู่ยุค 4.0 และBiz Mentor เป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาทั่วไปทางธุรกิจ

4.SME Big Data จัดทำข้อมูลประชากรเอสเอ็มอี ของประเทศ ที่จะสามารถช่วยวิเคราะห์โครงสร้างและสถานการณ์ เอสเอ็มอีของประเทศผ่าน Data Analytic ทั้งการกระจายตัว ระดับ ศักยภาพ พร้อมช่วยสร้างช่องทางให้ SME เข้าถึงบริการของภาครัฐและเครือข่ายอย่างครบถ้วนทุกที่ทุกเวลา

5.โครงการ Big Brothers หรือโครงการพี่ช่วยน้อง เพื่อช่วยเชื่อมต่อเอสเอ็มอี สู่ห่วงโซ่การผลิตระดับโลก โดยจะทำความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก  เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีใน 2 ลักษณะ คือ เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ พร้อมช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตโลก และการยกระดับเทคโนโลยี ซึ่งขณะนี้มี Big Brothers ตบเท้าเข้าร่วมแล้ว อาทิ  ปตท. ,เอสซีจี,เดนโซ่,เดลต้า,นิสสัน,ฮอนด้า และโตโยต้า

6.Digital Value Chain ผลักดันเอสเอ็มอีสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก โดยผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม B2B โดยจะพัฒนาระบบเว็บ T-Good Tech ที่เชื่อมต่อ J-Good Tech ผ่านทางการสนับสนุนของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของประเทศญี่ปุ่น และในอนาคตจะขยายความร่วมมือไปอีกหลายๆ ประเทศ เริ่มจาก CLMV

7.โครงการเสริมแกร่งเอสเอ็มอีรอบรู้การเงิน เพื่อพัฒนาเสริมความรู้ด้านการเงินทั้งก่อนกู้และหลังกู้ เพื่อให้มีบัญชีที่เป็นระบบ โดยพุ่งเป้าสู่ระบบบัญชีเดียวในอนาคต

  1. SME Standard Up ยกระดับเอสเอ็มอี สู่มาตรฐานที่เหมาะสม โดยพัฒนามาตรฐานเฉพาะ (มอก.S) ให้เหมาะกับการระดับศักยภาพของเอสเอ็มอี และตรงกับความต้องการของตลาด โดยเริ่มต้นที่กลุ่มสินค้าท่องเที่ยวเป็นลำดับแรก

9.การยกระดับเศรษฐกิจฐานชุมชน ผ่านโครงการยกระดับอุตสาหกรรมชุมชน เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

(CIV 4.0) โดยจะทำการพัฒนาศักยภาพชุมชน ค้นหาอัตลักษณ์ชุมชน ทำแผนการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างยั่งยืน รวมทั้งการผลักดันการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ปั้นเอสเอ็มอีเกษตร โดยมีเป้าหมาย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากชุมชน ให้มีรายได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 25 %

บรรยากาศในห้องแถลงข่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและ SMEs Bank 

ดร.พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ SMEs Bank เปิดเผยว่า“หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ได้เห็นชอบให้ SMEs Bank ออกจากแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรหรือแผนฟื้นฟู  เนื่องจากตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาองค์กรดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้ง 6 ด้าน ได้แก่

1.ปรับกระบวนการอำนวยสินเชื่อ วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยมีการ Check & Balance และเพิ่มความคล่องตัวในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อใหม่คุณภาพดีได้มากยิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2560 มียอดปล่อยสินเชื่อรวม 98,757 ล้านบาท และยอดเงินเบิกจ่ายสินเชื่อใหม่วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท รวม 93,995 ล้านบาท  ซึ่งในปี 2560 สามารถปล่อยสินเชื่อทั้งหมดได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 43,269 ล้านบาท

2.สร้างกระบวนการติดตามลูกหนี้ (Loan Monitoring) โดยจัดตั้งหน่วยงานควบคุมคุณภาพสินเชื่อ  ส่งผลให้หนี้ปล่อยใหม่ในปี 2560 ตกชั้น เพียงร้อยละ 0.21 เท่านั้น

3.บริหารจัดการหนี้ NPL ตามแผนฟื้นฟูอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อใหม่ตั้งแต่ปี 2558 – 2560 โดยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ร้อยละ 3.32,1.32 และ 0.21 ตามลำดับ

4.ดำเนินการตามพันธกิจในการสนับสนุนนโยบายรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการด้านสินเชื่อ อาทิ สินเชื่อ Policy Loan สินเชื่อ SMEs บัญชีเดียว สินเชื่อ SMEs Transformation และกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ เป็นต้น

5.ควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนเงิน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น และอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยในปี 2560 มีกำไรก่อนตั้งสำรองหนี้ เพื่อความมั่นคงกว่า 1,600 ล้านบาท และบริหารจัดการต้นทุนการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 1.68 ดีกว่าที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การจัดอันดับ Credit Rating โดย Fitch Rating อยู่ในอันดับที่ AAA (Tha)

6.มุ่งเสริมสร้างจริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยปลูกฝังค่านิยมองค์กรคุณธรรม พร้อมเสริมสร้างกระบวนการตรวจสอบ ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ได้รับการประเมินองค์กร ปี 2559 เท่ากับ 5 คะแนนเต็ม (สำรวจโดย Nida)

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. เปิดเผยว่า “การออกจากแผนฟื้นฟูฯ แสดงให้เห็นว่า ธพว.มีความสามารถ และประสิทธิภาพ ที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อให้ ธวพ.ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ไม่กลับไปสู่ปัญหาเก่าๆ ในอดีต มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 จึงมีข้อกำหนดในการปล่อยสินเชื่อ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท ที่มีคุณภาพดี ในขณะเดียวกันก็พร้อมประกาศตัวเป็น “M SME Development Bank” โดยตัว “M” ย่อมาจากคำว่า “Micro” บ่งบอกถึงภารกิจหลักของตัวเองอย่างชัดเจน ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อสนับสนุนกลุ่ม “จุลเอสเอ็มอี” หรือผู้ประกอบการายย่อยในชุมชนต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น เกิดการสร้างงาน,สร้างอาชีพ และการกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ โดยเตรียมแพคเกจสินเชื่อ เพื่อรายย่อยวงเงินรวม 70,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 โครงการใหญ่ ได้แก่”

1.โครงการสินเชื่อ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท เน้นการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน และเกษตรแปรรูป วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท 3 ปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียม บสย. 4 ปีแรก

2.โครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับ SMEs รายย่อย วงเงิน 8,000

ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1%

3.สินเชื่อ Factoring วงเงิน 12,000 ล้านบาท กู้ต่อรายไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยมีโปรโมชั่น 7:1:0 โดย 7 ตัวแรกคือ พร้อมอนุมัติสินเชื่อภายใน 7 วัน ส่วน 1 คือ การเบิกจ่ายภายใน 1 วัน และ 0 คือ ฟรีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บหนี้

ด้านนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ ทาง กสอ.พร้อมเป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการพัฒนาเอสเอ็มอี ทั้ง 9 มาตรการ โดยได้วางกลยุทธ์ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริม SMEs ในยุค 4.0 ภายใต้แนวคิด 4 TOOLs กับ 1 Strategy ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. IT ให้การบริการด้านการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ
  2. Automation การพัฒนาระบบการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ
  3. Robot เพื่อลดการใช้แรงงานในกระบวนการผลิต
  4. Innovation การส่งเสริมและพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเผย 1 Strategy โดยจะมุ่งพัฒนาการรวมกลุ่มทางอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอด SMEs ไทยเข้มแข็ง  โดยกรมฯ ยังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาเอสเอ็มอี และร่วมในการขับเคลื่อน  SMEs อย่างเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม เห็นได้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา กรมฯ สามารถดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ตามเป้าที่ได้วางไว้ ทั้งในส่วนของการสร้างผู้ประกอบการใหม่ การสนับสนุนผู้ประกอบการเดิมมากกว่า 12,000 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอีกกว่า 3,000 กิจการ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 8,000 ล้านบาท

ด้านนายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 นี้ สสว. จะเร่งผลักดัน 4 โครงการหลัก ประกอบไปด้วย

1.โครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด ในการก้าวสู่ยุค 4.0

2.โครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

3.โครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SME

4.โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่ตลาดสากล

“ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ จะสร้างผู้ประกอบการที่มีความเข้มแข็งได้ 55,642 ราย สร้างรายได้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท  นอกจากนี้ สสว.ยังเป็นเจ้าภาพโครงการ ภายใต้มาตรการพิเศษขับเคลื่อน เอสเอ็มอี สู่ยุค 4.0 หลายๆ โครงการเช่น SME Big Data โดยเราจะเร่งสร้างสังคมผู้ประกอบการผ่านโครงการ “SME ONE” ซึ่งเป็น web portal ที่รวบรวมข้อมูลทุกๆ เรื่องของ SME ครบไว้ในที่เดียว  รวมทั้งโครงการ Train the Coach : Accelerator 4.0 หรือโครงการที่พัฒนาโค้ช ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี  เพื่อเข้าไปช่วย SMEs พัฒนาธุรกิจให้มีการปรับเปลี่ยน (Transform) ให้ทันกับยุค 4.0 ได้ ดังนั้นหาก SMEs ขาดผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ก็จะยังคงดำเนินไปภายใต้กรอบความคิดเดิมๆ ธุรกิจก็จะเกิดการเสียโอกาสจากพัฒนาการใหม่ๆ  และกลายมาเป็นผู้ล้าหลัง ไม่สามารถแข่งขันได้ในที่สุด โค้ชที่ได้รับการพัฒนาขึ้น จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ทันกับสภาพแวดล้อมทางการตลาด ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุค 4.0 ซึ่งจะมีการดำเนินการทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 3 ปี ตลอดโครงการ”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า “สภาเกษตรกรฯ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และธพว. เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงเป็นตัวกลางประสานหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีรายได้สูงขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการยกระดับอาชีพจากการทำเกษตรแบบเดิม สู่การใช้ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูป  ช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิต และตรงตามความต้องการของตลาด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้สนับสนุนด้านความรู้ ขณะที่ ธพว.เติมเต็มด้านเงินทุน โดยได้มีการนำร่องที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกไผ่ ต่อยอดด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถ่านเชื้อเพลิง,ไผ่สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภค, เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ รวมทั้งบ้านจากไม้ไผ่ ฯลฯ โดยแนวคิดดังกล่าว จะได้ขยายผลไปทั่วประเทศ  เราตั้งเป้าว่าจะต้องเกิดความรู้ต่อผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีภาคเกษตรกรครอบคลุมอย่างน้อยทุกอำเภอทั่วประเทศ”  นายประพัฒน์ กล่าว

 

 

 

 

Share this: