เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 (2nd Mekong-Lancang Leaders’ Meeting) ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา กับผู้นำจากประเทศสมาชิก ได้แก่ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรีลาว รองประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 1 นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และนายกรัฐมนตรีจีน โดยมีสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธานร่วม  

ในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย แสดงความยินดีต่อพัฒนาการที่รวดเร็วของกรอบความร่วมมือ และความคืบหน้าของคณะทำงานทั้ง 6 คณะ ตามสาขาความร่วมมือที่มีความสำคัญเร่งด่วน 5 สาขา และการดำเนินโครงการเร่งด่วน การอนุมัติ 132 โครงการภายใต้กองทุนพิเศษ MLC การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำและศูนย์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดตั้งเครือข่ายนักวิชาการ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุล ซึ่งเข้าถึงสาธารณชนได้อย่างเต็มที่ 

นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางสำหรับกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างในอนาคต ว่า กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง สามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอนุภูมิภาคให้มีความทันสมัยโดยใช้นวัตกรรม มีความเป็นเลิศทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนให้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อนุภูมิภาคมีความเข้มแข็งจากภายในและเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการใช้การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพื่อส่งเสริมนโยบายประเทศไทย 4.0  และประเทศไทยบวกหนึ่ง 

พร้อมกันนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและความเชื่อมโยง ซึ่งไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานด้านทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2 ในต้นปี 2561 และในฐานะประธาน ACMECS วาระปัจจุบัน ไทยกำลังผลักดันการจัดทำแผนแม่บท ACMECS ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทฉบับแรกของอนุภูมิภาค ทั้งนี้ แผนแม่บท ACMECS และปฏิญญากรุงเทพ จะปรากฏผลเป็นรูปธรรมในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยจะเกื้อหนุนกรอบแม่โขง – ล้านช้าง และเป็นตัวเชื่อมประเทศลุ่มน้ำโขงเข้ากับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง 

ในการประชุมฯ ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงทิศทางของความร่วมมือในอนาคต โดยไทยเล็งเห็นความสำคัญของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ซึ่งไทยมีบทบาทที่สร้างสรรค์ตั้งแต่การเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เมื่อปี 2558  และได้ร่วมการเจรจาภายใต้คณะทำงาน 6 คณะ โดยให้ความสำคัญในลำดับต้นกับความร่วมมือด้านน้ำ ความเชื่อมโยง และการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน ไทยประสงค์จะให้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เป็นกรอบความร่วมมือที่เชื่อมโยงประเทศลุ่มน้ำโขงเข้ากับข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน โดยร่วมมือกันหาแนวทางในการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง

ที่ประชุมได้รับรองเอกสารผลลัพธ์ 2 ฉบับ ได้แก่  (1) แผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (5 – Year Plan of Action 2018 – 2022) ซึ่งจะกำหนดแนวทางและกิจกรรมของกรอบความร่วมมือในระยะ 5 ปีข้างหน้า และ (2) ปฏิญญาพนมเปญ (Phnom Penh Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำที่จะมุ่งสนับสนุนกรอบความร่วมมือดังกล่าวให้บรรลุเป้าประสงค์ของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขง รวมทั้งกำหนดแผนงานที่จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และนายกรัฐมนตรีจีนด้วย

อนึ่ง กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เป็นกรอบความร่วมมือที่เกิดจากข้อริเริ่มของไทยเมื่อปี 2555 ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง

Share this: