APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

เมื่อช่วงเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐบาลจีน กองทัพปลดแอกประชาชนจีน และองค์กรต่างๆ ตลอดจนองค์กรมวลชนทั่วผืนแผ่นดินจีน ได้ถึงวาระการจัดประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนสมัยที่ 19 โดยการประชุมดังกล่าว ได้ผ่านมติแต่งตั้งคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกรมการเมือง คณะกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดย  ฯพณฯ สิ จิ้น ผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเป็นศูนย์กลางในสมัยที่ 2 รวมทั้งได้มีมติผ่านรายงานสำคัญของรัฐบาลจีน และยังได้ลงมติสำคัญในการแก้ไขธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ทั้งยังมติสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศจีน และทิศทางความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ  รวมทั้งประชาชาติต่างๆ อีกทั่วโลก   

การประชุมดังกล่าวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้รับความสนใจและยังเป็นที่จับตามองจากทุกประเทศทั่วโลก  รวมถึงประชาชาติทั่วทุกมุมโลก หลังจากนั้นไม่นานนัก กระทรวงวิเทศสัมพันธ์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้จัดสัมมนาพรรคการเมืองทั่วโลก ซึ่งนับเป็นการประชุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของโลก โดยมีพรรคการเมืองและองค์กรต่างๆ ขานรับ เข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับมติสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนสมัยที่ 19 กว่า 600 องค์กรทั่วโลก

ทว่าผลของการประชุมนั้น มิได้มีผลต่อประเทศจีนและชาวจีนแต่เพียงชาติเดียวเท่านั้น ยังส่งผลอย่างกว้างขวางต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกเช่นกัน  โดยเฉพาะในภูมิภาคของกลุ่มอาเซียน ซึ่งประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสนใจ เพื่อความเข้าใจอันดี ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศไทย และประเทศจีนนั่นเอง

สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนได้  บรรลุผล 4 ประการอันยิ่งใหญ่  ได้แก่ การต่อสู้อุปสรรค, โครงการยิ่งใหญ่, ปัจจัย และความฝัน  (great struggle, great project, great cause and great dream)  และการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การกวาดล้างสมาชิกพรรคระดับคณะกรรมการกลางพรรคไปเป็นจำนวนถึงร้อยละ 10 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ว่ากันว่า มันคือ หัวใจสำคัญที่ดำรงความศรัทธาความเชื่อมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้อย่างมีเสถียรภาพ

 การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนจีนเกลียดชังมากที่สุด เป็นประเด็นความสนใจใหญ่สุดของประชาชนมาโดยตลอดเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะ 2 – 3 ปีมานี้ ประชาชนมั่นใจ ไว้ใจ ไม่กังวลเรื่องนี้แล้ว สามารถพัฒนาชีวิต ก้าวไปสู่เรื่องสาธารณสุข, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ยุคใหม่ของ สี จิ้นผิง ยังสามารถนำการปฏิรูปการทหารของจีน ไม่ว่าจะเป็นการลดทอนความสำคัญของ 4 กรมใหญ่ของกองทัพ ได้แก่ กรมใหญ่การเมือง, กรมใหญ่เสนาธิการ, กรมใหญ่ส่งกำลังบำรุง, กรมใหญ่สรรพาวุธ ซึ่งคานอำนาจกับคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission หรือ CMC) โดยปรับ 4 กรมใหญ่ ให้กลายเป็น 15 กรมในส่วนกลาง ที่ สี จิ้นผิง มีอำนาจควบคุมโดยตรง   เขาได้ปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการทหารของจีน จากที่เคยเดินตามรัสเซีย เปลี่ยนยุทธ์โยบายใช้ปริมาณกองกำลังภาคพื้นดินมหาศาล เป็นการปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีบูรณาภาพทุกเหล่าทัพ อีกทั้งยังมีอำนาจในการเลือกเลื่อนชั้นดำรงตำแหน่งสำคัญของเหล่านายทหารรุ่นใหม่

สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจการตลาด เกิดผลวงกว้างกระจายการบริโภค ภาคบริการ และนวัตกรรมเพิ่มขึ้นในทุกด้าน ที่สำคัญคือผลงานนโยบายการต่างประเทศ  ที่ผ่านโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) ลดความขัดแย้งระดับภูมิภาค  เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี  แม้กระทั่งกับประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของ บิ๊กทรัมป์ หรือโดนัล ทรัมป์  ผู้ประกาศจุดยืนว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First)

ย้อนไปในยุคของ ผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง นั้น  ประชาชนอยู่กับการเลี้ยงชีพ ด้วยการผลิตอุตสาหกรรมโรงงาน  แต่ในเวลานี้จีนกำลังก้าวข้ามยุคเก่าๆ  ทะยานเข้าสู่ยุคนวัตกรรม และสร้างรูปแบบทางธุรกิจขึ้น เพื่อเทียบชั้นกับระดับแนวหน้าของโลกและยังมีศักยภาพพอ ที่จะแซงหน้าเป็นผู้นำวงการโลกอีกด้วย นี่คือจีน “ยุคใหม่” ในนิยามของ สี จิ้นผิง

ด้วย “ความไม่สมดุล”   และ “ความไม่เหมาะสม”  ยังคงเป็นคำปริศนาธรรมในการใคร่ครวญของ สี จิ้นผิง ซึ่งอาจหมายรวมถึงความไม่สมดุลระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของจีน  ระหว่างภูมิภาคฝั่งตะวันตกกับภูมิภาคที่เป็นพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ระหว่างตัวเมืองกับเขตชนบท  ระหว่างกลุ่มทางสังคมเศรษฐกิจหรือกลุ่มผลประโยชน์  ตลอดจนความไม่สมดุลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับสังคม อันเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสมดุลความเหมาะสมต่างๆ อีกมากมาย

แนวความคิดด้านธรรมมาภิบาลของ สี จิ้นผิง ยังคงสะท้อนอยู่ในการจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับตรวจสอบแห่งชาติ”  ทั้งในระดับรัฐและในระดับพรรค รวมทั้งการจัดตั้ง “คณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงินแห่งชาติ”  เป็นสิ่งที่น่าติดตามอีกต่อไป เช่นเดียวกับการแก้ไขธรรมนูญของพรรค เพื่อการเหล่านี้

กล่าวโดยสรุปภาพรวมของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ที่ 5 ปี มีครั้ง ว่า สี จิ้นผิง สามารถรักษาบารมี ด้านสถานะก็มีความมั่นคงมาก  และอำนาจของผู้นำจีนคนนี้ จะมั่นคงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  แต่ก็จงเชื่อเถอะว่า  สี จิ้นผิง  คงไม่ประมาท รู้จักประมาณตน จนลืมความสำคัญของการทำงานเป็นหมู่คณะฯ  แม้ว่าตนเองจะมีอำนาจบารมีมากเพียงใดก็ตามที

ล่าสุด ดร.โภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้จัดงานสัมมนา “ทิศทางนโยบายของจีน ภายใต้มติสมัชชา พรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 19 ขึ้น เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา โดยได้ประสานความร่วมมือและเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติจากจีนเข้าร่วมงาน อาทิ  Mr. Liu Jian  เอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำราชอาณาจักรไทย และ Mr.Meng Xiangfing Executive Deputy Secretary of Working Committee for Organs Directly under the Communist Party of China Central Committee    รวมทั้งยังได้เรียนเชิญนักธุรกิจ นักการเมือง ฯลฯ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมากมาย

สำหรับเนื้อสาระของการสัมมนานั้น ได้กล่าวถึงนโยบายของการสร้างความเป็นปึกแผ่น ความสมัครสมานสามัคคี การปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ระหว่างประเทศไทย-จีน ซึ่ง  Mr. Meng  Xiang   Executive Deputy Secretary of Working Committee for Organs Directly under the Communist Party of China Central Committee  ได้อธิบายความ ถึงนโยบายต่างๆ ของจีน มุมมองความคิดเห็นที่ประเทศจีน นั้นมีต่อประเทศไทย ซึ่งในวันงานเมื่อวานนี้นั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดี ที่ประเทศจีนนั้นมีต่อประเทศไทยในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง  ผู้นำจีนคนปัจจุบัน  ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณเบื้องต้นที่ว่า จีนจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นตามลำดับ สรุปนโยบายจีนที่มีใจความสำคัญ

-จีนเดินหน้าเปิดประเทศ ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ชูการพัฒนาชนบทเป็นครั้งแรก มุ่งสู่การเป็นประเทศทรงอิทธิพลภายในปี 2050  สี จิ้นผิงไม่ได้กล่าวถึงเป้าหมายตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนี้เหมือนที่ผ่านมา แต่มุ่งเน้นประเด็นสำคัญไปที่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เป็นนัยสำคัญว่าอัตราการเจริญเติบโตของ GDP จีนจะค่อยๆ ชะลอลงในระยะต่อไป แต่เป็นไปเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

-จีนเดินหน้าเปิดประเทศ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสมอภาค เตรียมปรับแก้กฎหมายกีดกันทางการค้า สนับสนุนการพัฒนาของบริษัทเอกชน และผ่อนคลายมาตรการการเข้าตลาดของธุรกิจและบริการ โดยได้เริ่มเปิดเสรีภาคการเงินและตลาดเงินตราต่างประเทศ

– Belt and Road Initiatives เมกะโปรเจกต์ส่งเสริมการเปิดประเทศและความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับต่างชาติ ที่ผ่านมาโครงการเน้นพัฒนาการเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเลระหว่างจีนและต่างประเทศ โดยจีนมีความตั้งใจจะใช้นโยบายสนับสนุนการค้าและการลงทุนแบบเสรีให้นักลงทุนต่างชาติมีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองจีน พร้อมเน้นย้ำว่าโครงการ Belt and Road Initiatives มอบประโยชน์แก่ทุกฝ่าย หากจีนสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับนานาประเทศภายใต้โครงการ Belt and Road Initiatives ได้สำเร็จ อิทธิพลของจีนในเวทีโลกจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

-เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง เท่าเทียมทั้งในเมืองและชนบทเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวจีนทั้งประเทศ โดยแก้ปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบท  ครอบคลุมการปฏิรูประบบบริหารเขตเมืองและชนบทให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรรมอันทันสมัยและธุรกิจส่วนตัวที่เพิ่มรายได้ให้แก่คนในชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จีนยังยกให้การศึกษามีความสำคัญอันดับหนึ่ง ผลักดันการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศและสร้างแรงงานที่มีความรู้ระดับอุดมศึกษาให้มากขึ้น พร้อมกันนี้จีนจะเร่งสร้างระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างแข็งขัน โดย สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนจะต้องบรรลุการเป็นประเทศสังคมนิยมบนพื้นฐานพอกินพอใช้ในปี 2020 เป็นสังคมนิยมที่ทันสมัยในปี 2035 และกลายเป็นประเทศทรงอิทธิพลภายในปี 2050

-เร่งการพัฒนานวัตกรรมภายใต้แผน “Made in China 2025” นับตั้งแต่ปี 2015 จีนมีแผนการที่จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศทั้งหมดให้เป็นอุตสาหกรรมไฮเทค โดยให้การสนับสนุนด้านนโยบายและการเงิน การออกกฎหมายคุ้มครอง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการอัดฉีดเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของแผน Made in China 2025 ทำให้จีนมีผลงานด้านเทคโนโลยีมากมาย อาทิ ห้องทดลองอวกาศเทียนกง ยานดำน้ำสำรวจทะเลลึกพร้อมมนุษย์เจียวหลง กล้องโทรทัศน์วิทยุฟาสต์ขนาดเล็กที่สุดในโลก และการผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ จีนยังได้สร้างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Baidu, Alibaba และ Tencent ซึ่งเทียบได้กับ Google, eBay และ Facebook ของสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันบริษัทจีนเหล่านี้ก็รับนโยบายจากรัฐบาลให้ร่วมกันทำวิจัยด้านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งนี้ การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมของโลกก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของจีนภายในปี 2050 อีกด้วย

ปิโยรส อุทุมเทวา : รายงาน

Share this: