สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า  “สี จิ้นผิง” กำลังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจอาณาจักรจีน  จนเศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับที่สองของโลก บ่งบอกถึงการเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนา มุ่งเน้นด้านคุณภาพ พลิกโฉมกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนจากการกระตุ้นอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วดังช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยอีก 3 ปีข้างหน้า จีนต้องการให้จีดีพีโตเฉลี่ย 6.3% ต่อปี ก็จะบรรลุเป้าหมายจีดีพีต่อหัวทะลุ 10,000 เหรียญฯ 

เมื่อไม่นานมานี้ ทางการจีนได้ปิดฉากการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีด้านเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยกลุ่มผู้นำระดับสูงในที่ประชุม ประกาศว่า ต่อนี้ไปเศรษฐกิจจีนจะพลิกโฉมสู่การผลิตเชิงนวัตกรรมมากขึ้น ระบบการเงินที่เสถียรมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมสีเขียว ขณะที่ประชาชนสามารถซื้อหาที่อยู่อาศัยได้ง่ายกว่าแต่ก่อน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจะดำเนินไปตามหลักแนว “ความคิดเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบบุคลิกจีนยุคใหม่” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

การประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลางระยะเวลาสามวัน โดยมีประธานาธิบดีสีนั่งเป็นประธาน จัดขึ้นหลังการประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนครั้งที่ (CPC) ครั้งที่ 19 ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยการประชุมสมัชชาใหญ่ฯ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กำหนัดแนวทางในการพัฒนาประเทศจีนในช่วง 30 ปีข้างหน้าออกมา

การประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง ได้มุ่งจัดเตรียมแผนการพัฒนาในปี 2561 เป็นพิเศษ เนื่องจากถือเป็นวาระครบรอบ 40 ปี ของการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ที่ทำให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในปัจจุบัน โดยตัวเลขล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจจีนยังดูมีอนาคตที่สดใส ด้วยอัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงสามไตรมาสแรกที่ระดับร้อยละ 6.9 เมื่อเปรียบเทียบกันปีต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 6.5 ที่รัฐบาลตั้งไว้แต่แรก อันบ่งชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพ และศักยภาพของเศรษฐกิจจีนที่ยังมีสูง

ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกแถลงรายงานคาดการณ์ ระบุปรับเพิ่มอัตราเติบโตเศรษฐกิจจีนในปี 2560 โตที่ร้อยละ 6.8 เนื่องจากปัจจัยการค้าต่างประเทศ และการบริโภคส่วนบุคคลที่ค่อนข้างคึกคัก

ขณะที่ในแถลงการณ์การประชุมงานเศรษฐกิจระบุว่า “ความคิดสังคมนิยมแบบบุคลิกจีนยุคใหม่” ซึ่งได้ก่อรูปร่างขึ้นแล้วนั้นได้กำหนดปรัชญาการพัฒนาใหม่ ที่มุ่งการพัฒนานวัตกรรม การประสานร่วมมือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เปิดกว้าง และเป็นการพัฒนาแบบแบ่งปัน โดยเป็นการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันก็จะสร้าง “มาตรฐานใหม่” ในการพัฒนาที่ให้ตลาดมีบทบาทชี้ขาด โดยจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเชิงอุปทาน ที่ลงลึกเป็นแกนหลักของงานเศรษฐกิจ

มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงคุณภาพ

ในแถลงการณ์ที่เสมือนเป็นพิมพ์เขียวเศรษฐกิจดังกล่าว ระบุด้วยว่า จีนจะสร้างและปรับปรุงกลไกต่างๆ เพื่อผลักดันการพัฒนาที่คุณภาพสูง รวมทั้งสร้างปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น นโยบาย มาตรฐาน ระบบการประเมินผลงาน และจะสร้างขุมพลังการผลิต ซึ่งพลิกโฉมหน้าของสินค้าจากประเทศจีน ให้มีคุณภาพทัดเทียมนานาประเทศ นอกจากนี้ยังจะมีการปรับปรุงกลไกในระยะยาวเพื่อประกันเสถียรภาพทางการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์  จัดมาตรการสนับสนุนการซื้อขาย และการเช่าบ้านให้เป็นระบบระเบียบ

ในการประชุมยังได้ร่างยุทธศาสตร์ เพื่อต่อกรกับ “สงครามใหญ่สามด้าน” ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การขจัดความยากจน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยรักษาจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายในภาคอุตสาหกรรมการเงิน จีนยังคงรักษานโยบายการเงินแบบระมัดระวัง คุมเข้มด้านอุปทานทางการเงิน ที่จะท่วมทะลักเข้ามา การปล่อยสินเชื่อและอัดฉีดด้านการเงินแก่สังคม จะต้องปรับให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

ด้านสงครามแก้จน  กลุ่มผู้กำหนดนโยบายสัญญาว่า จะรักษาคุณภาพงาน ลดความยากจนภายใต้มาตรฐานปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การช่วยเหลือกลุ่มพิเศษ ส่วนการควบคุมมลพิษนั้น จะมุ่งลดการแพร่กระจายสารมลพิษหลัก และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในภาพรวม โดยมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ขจัดความสามารถที่ล้าหลัง และสร้างท้องฟ้าอันสดใส

ในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกรายหลัก  จีนจะผลักดันรูปแบบใหม่ของการเปิดกว้างอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างการพัฒนาแบบสมประโยชน์กับประเทศต่าง ๆ โดยจะเพิ่มการนำเข้า และตัดลดภาษีนำเข้าสินค้าบางกลุ่ม เพื่อส่งเสริมดุลการค้า นอกจากนี้จะขยายเขตการค้าเสรี กำหนดหลักแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ และให้การสนับสนุนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ เป็นต้น

เผย เป้า GDP ต่อหัว $10,000 ในปี 2020  

หากมองย้อนกลับไปในการประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในครั้งที่ 18 หรือ สมัชชาฯ 18 เมื่อ 5 ปีก่อนในเดือนพฤศจิกายน 2555  ชาวจีน และสื่อท้องถิ่นของจีนได้เคยฮือฮากับคำประกาศของที่ประชุม ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศว่า  ในสิบปีรายได้เฉลี่ยของชาวจีนจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า โดยในปี 2563 ในภาพรวมจะปรากฏว่าสังคมกินดีอยู่ดี  การระบุเป้าหมายการเพิ่มขึ้นของตัวเลขรายได้ต่อหัวอย่างเป็นรูปธรรมและลงรายละเอียดเช่นนี้นั้นถือว่า เป็นเรื่องใหม่ที่ชาวจีนไม่เคยได้ยินมาก่อน จากการประชุมใหญ่สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์

การระบุเป้าหมายเรื่องเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัว (Per capita income) อีกเท่าหนึ่งภายในปี 2563 (ค.ศ.2020) นั้น มิเพียงหมายความถึงการระบุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาค แต่ยังหมายถึงการกระจายรายได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย ทั้งนี้ ตัวเลขอ้างอิงโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเฉลี่ยต่อหัว หรือ จีดีพีต่อหัวของจีนนั้นเพิ่มขึ้นจาก 1,135 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2545 (ค.ศ.2002) เป็น 5,432 เหรียญสหรัฐฯ  ในปี 2554 (ค.ศ.2011) นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกชี้ชัดแล้วว่า เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ ภายในปี 2563 รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จะต้องทำให้ตัวเลขดังกล่าวทะลุ 10,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 330,000 บาท

จากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา  นายหยาง เว่ยหมิน รองหัวหน้าสำนักงานกลุ่มการเงินและเศรษฐกิจส่วนกลาง เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัว โดยระบุว่า “ในช่วง 3 ปีข้างหน้าระหว่าง 2561-2563 (ค.ศ.2018-2020) หากจีนจะบรรลุเป้าหมายที่เคยประกาศไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้วในการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของชาวจีนอีกหนึ่งเท่า และเศรษฐกิจจีนจะพัฒนาจนถึงขั้นปรากฏสังคมกินดีอยู่ดี เศรษฐกิจจีนจะต้องเติบโตเฉลี่ยราวๆ ร้อยละ 6.3 ต่อปี

ถ้าวัดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ถือว่า ไม่น่าจะมีอุปสรรคสำคัญใดๆ ที่เข้ามาขัดขวางไม่ให้เราทำได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งแนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนนับต่อจากนี้ไป จะมุ่งไปสู่การพัฒนาในเชิงคุณภาพมากกว่า แทนที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรวดเร็วดังเช่นแต่ก่อน เพราะถ้าหากจีนปฏิเสธความจริงเหล่านี้ (การพัฒนาเชิงคุณภาพ) และยังคงลุ่มหลงกับตัวเลขการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ความเสี่ยงในทางเศรษฐกิจ ก็จะเพิ่งมากขึ้นแซงหน้าตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มขึ้นแทน” หยาง เว่ยหมิน กล่าวเพิ่มเติม

ปิโยรส อุทุมเทวา : รายงาน

Share this: