APP DOWNLOAD: iPhoneAndroidAPK

ถ้าจะพูดไปแล้ว ทุกๆ ประเทศในโลก ยังไม่มีใครที่จะสามารถเทียบชั้นเป็นคู่แข่งขันที่สมศักดิ์ศรีกับมหาอำนาจอย่างจีนได้ ทั้งในสถานะผู้ผลิต หรือโรงงานของโลก  จีนได้รับการยอมรับในความเป็นศูนย์การผลิตที่มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆ รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีไฮเทคต่างๆ  ตั้งแต่ ไอโฟน ไปจนถึงทีวีจอแบน, แผงพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนอุปกรณ์ทันสมัยอื่นๆ อีกมากมาย 

แต่ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้  บรรดานักวิชาการ, ที่ปรึกษาธุรกิจ, นักวิจัยตลาด แม้กระทั่งรัฐบาลจีนเอง ก็เริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนในการเป็นผู้นำการแข่งขันด้านการผลิตของจีน นายดีเออร์ เอิร์นส์ ผู้อาวุโสกลุ่ม East-West Center กล่าวว่า “แรงงานที่กำลังถดถอยลงเรื่อยๆ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และปัญหาทักษะความสามารถในการแข่งขันของจีนที่เริ่มลดต่ำนับตั้งแต่ต้นศตวรรษใหม่

จากข้อมูลดัชนี “2016 Global Manufacturing Competitive Index” ของ ดีลอยต์ บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ระบุว่า มี 5 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ มาเลเซีย, อินเดีย, ไทย, อินโดนิเซีย และเวียดนาม ได้รับการคาดหมายว่าจะเขยิบขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม 15 ประเทศแนวหน้าการผลิตภายในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ และอาจจะมีสถานะดั่ง “จีนใหม่” หรือ “New China” ในด้านแรงงานต้นทุนต่ำ ความคล่องตัวในศักยภาพการผลิต, ประโยชน์จากฐานประชากร, การตลาด และการเติบโตของเศรษฐกิจ

เอิร์นส์ กล่าวว่า  “หลังจากหลายทศวรรษแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว จีนใช้แบบจำลอง “โรงงานทั่วโลก” มีความได้เปรียบด้านปัจจัยค่าแรงต่ำ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง คงไม่เพียงพอที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวได้ ภายใต้นโยบายใหม่นี้  จีนจึงหวังจะหันโต๊ะออกจากการแข่งขันด้านแรงงานที่มีต้นทุนต่ำ พร้อมกับมุ่งสู่นโยบาย

“เมดอินไชน่า 2025″ (Made in China)  เพื่อยกระดับคำว่า เมดอินไชน่าให้เป็นนิยามแห่งการผลิตในระดับสูง เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ  ที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้น จีนยังหวังคว้าโอกาสในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ในยุค 4.0 ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต, จักรกลปัญญาประดิษฐ์, หุ่นยนต์, เครื่องรวบรวมและประมวลข้อมูล ฯลฯ  เห็นได้ชัดว่าถึงเวลาแล้ว ที่คงไม่อาจเหมารวมผลิตภัณฑ์จีนแบบเซินเจิ้น  เหมือนในอดีต  เพราะสิ่งที่แน่นอน คือ ภาพของสินค้าที่เรียกว่า “การผลิตขั้นสูง” ในประเทศจีนกำลังจะเข้ามาทดแทน

เว็บไซต์ EE Times ได้สำรวจผลกระทบของ Made in China 2025″ ในบริบททั่วโลก การก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ครั้งล่าสุดของจีน ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หากแต่ส่วนที่เหลือของโลกล้วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่านักออกแบบ, วิศวกร, ผู้บริหารการจัดการ และนักลงทุน

มิเชล ดรูว์ โรดิเกรซ หัวหน้าศูนย์ค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกจากดีลอยต์ เซอร์วิส กล่าวกับ EE Times ว่า “มันไม่ใช่แค่ย้อนกลับมาแบบสมัยนิยม ​​แต่มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม” เธอเสริมว่า “หากการผลิตมีจำนวนมาก แสดงว่าโรงงานผลิตกำลังเป็นสถานที่ที่เทคโนโลยีทางกายภาพและดิจิทัลผสานเข้าด้วยกัน และยังมองว่าเป็นแนวโน้มที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัย”

ในยุคการบริหารของโอบามา สหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือด้านการผลิตขั้นสูง Advanced Manufacturing Partnership (AMP) ในปี 2554 เยอรมนี ก็ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรม 4.0 ปีเดียวกันนั้น บริษัท ต่างๆ เช่น AT & T, Cisco, General Electric, IBM และ Intel เปิดตัว Industrial Internet Consortium (IIC) ในปีที่แล้ว (พ.ศ.2559)  พื้นโรงงานกำลังถูกกำหนดให้เป็นสมรภูมิสำหรับผู้นำทางด้านหุ่นยนต์, AI, วงจรรวมและ 5G แน่นอนว่า จีนต้องการแบ่งปันความปรารถนาเหล่านี้อย่างแท้จริง มันเป็นความกระตือรือร้นสำหรับการต่อสู้ในอนาคต

ชัค กรินด์สตัฟฟ์ ประธานบริหารของซีเมนส์ PLM Software ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจของ Siemens Digital Factory Division ได้กล่าวถึงแนวโน้มใหม่ในโรงงานอุตสาหกรรมดิจิทัล ว่าเป็น “การเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบปริมาณมาก (Mass Production) ไปสู่การผลิตตามความต้องการเฉพาะ (Customization) หรือ Craft Production อันเป็นการผลิตที่ต้องอาศัยช่างผู้ชํานาญงานเป็นพิเศษ เปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถกําหนดความต้องการและคุณสมบัติของสินค้า สับเปลี่ยนข้อเสนอของสินค้าหรือบริการได้ตามความพึงพอใจ

เอิร์นส์ กล่าวว่า ความใหม่ของ เมดอินไชน่า 2025 อยู่ที่การผลิตขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีน ที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน แต่คราวนี้ไม่เหมือนใครตรงที่ ยุทธศาสตร์เมดอินไชน่า 2025 ก้าวไปไกลกว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่คือการพยายามที่จะยกระดับกระบวนการทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน กับอุปสงค์อุตสาหกรรมของจีน โดยมุ่นเน้นอย่างชัดเจนในการยกระดับอุตสาหกรรมที่มูลค่าต่ำด้วย (อาทิ อุตสาหกรรมเหล็ก, สิ่งทอ)

เมดอินไชน่า 2025 ยังมาพร้อมกับวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทผลักดันสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม (เน้นวิจัยและพัฒนา และจดสิทธิบัตรฯ) การปรับปรุงคุณภาพและการเร่งประสิทธิภาพการผลิต, การขยายอุตสาหกรรมสารสนเทศดิจิทัล และ การพัฒนาสีเขียว ซึ่งมุ่งใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดมลพิษในอนาคตอันใกล้นี้

Piyoros Uthumdhewa : รายงาน 

Share this: